ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องการฉีดวัคซีนเอชพีวีและการป้องกันโรคมะเร็ง

โรคติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (Human Papillomavirus หรือ HPV) เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลก เนื่องจากไวรัสชนิดนี้เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคมะเร็งปากมมะเร็ง (Cervical Cancer) รวมถึงมะเร็งบริเวณช่องปาก ลำคอ ทวารหนัก และโรคหูดหงอนไก่ การฉีดวัคซีนเอชพีวีจึงเป็นมาตรการป้องกันปฐมภูมิที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการลดอัตราการเกิดโรคและการเสียชีวิตจากมะเร็งที่สัมพันธ์กับเชื้อไวรัสชนิดนี้ โดยในปัจจุบันวงการแพทย์ทั่วโลกให้การยอมรับว่าการได้รับวัคซีนตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในระดับสูงสุดและปกป้องสุขภาพในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฉีดวัคซีน HPV ตอนอายุเท่าไหร่ดีที่สุด

คำถามที่พบบ่อยจากผู้ปกครองและผู้ที่สนใจคือ ฉีดวัคซีน HPV ตอนอายุเท่าไหร่ดีที่สุด ทางการแพทย์แนะนำให้เริ่มฉีดวัคซีนตั้งแต่ช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นตอนต้น โดยช่วงอายุที่เหมาะสมและได้ประโยชน์สูงสุดคือ 9 ถึง 15 ปี เนื่องจากเหตุผลทางภูมิคุ้มกันวิทยาและพฤติกรรมสุขภาพดังนี้

  • การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันสูงสุด: เด็กในช่วงอายุ 9 ถึง 15 ปี จะมีความสามารถในการสร้างแอนติบอดี (Antibody) ต่อเชื้อไวรัสเอชพีวีได้สูงกว่ากลุ่มอายุที่โตกว่าอย่างเห็นได้ชัด
  • ยังไม่เคยได้รับเชื้อมาก่อน: ช่วงอายุดังกล่าวส่วนใหญ่ยังไม่มีประวัติการมีเพศสัมพันธ์ ทำให้ร่างกายยังไม่เคยรับเชื้อไวรัสเอชพีวีเข้าสู่ร่างกาย วัคซีนจึงทำหน้าที่เสมือนเกราะป้องกันได้อย่างสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ตามศักยภาพของวัคซีน
  • ความคุ้มค่าและจำนวนเข็มที่น้อยกว่า: เด็กในช่วงอายุ 9 ถึง 14 ปี สามารถฉีดเพียง 2 เข็มก็เพียงพอในการสร้างภูมิคุ้มกันในระดับที่ยาวนาน ในขณะที่ผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปจะต้องฉีดถึง 3 เข็ม
คำแนะนำจากคุณหมอ: แม้ว่าช่วงอายุ 9 ถึง 15 ปีจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด แต่ผู้ที่มีอายุเกินกว่านี้จนถึงช่วงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น (อายุไม่เกิน 26 ปี หรือในบางกรณีอาจพิจารณาถึงอายุ 45 ปี) ก็ยังได้รับประโยชน์จากการฉีดวัคซีนเช่นกัน แม้จะมีประวัติการมีเพศสัมพันธ์แล้วก็ตาม เพราะวัคซีนยังคงช่วยป้องกันสายพันธุ์อื่นๆ ที่ยังไม่เคยติดได้

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคจากการติดเชื้อเอชพีวี

เชื้อไวรัสเอชพีวีเป็น DNA ไวรัสที่มีมากกว่า 200 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคร้ายแรงแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักๆ ได้แก่ สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง (High-risk types) เช่น สายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก และสายพันธุ์ความเสี่ยงต่ำ (Low-risk types) เช่น สายพันธุ์ 6 และ 11 ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหูดหงอนไก่

กลไกการติดเชื้อเกิดจากการสัมผัสโดยตรงบริเวณเยื่อบุผิวหรือผิวหนังที่มีรอยถลอกเล็กน้อย โดยเฉพาะผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ (ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือออรัลเซ็กซ์) เมื่อไวรัสเข้าสู่เซลล์เยื่อบุผิว จะเข้าไปฝังตัวและรบกวนการทำงานปกติของเซลล์ ทำให้เซลล์มีการแบ่งตัวผิดปกติอย่างต่อเนื่อง หากร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อได้เองในระยะเวลาหลายปี เซลล์เหล่านั้นจะพัฒนาไปเป็นรอยโรคก่อนมะเร็งและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด

อาการแสดงสำคัญและระยะของโรค

การติดเชื้อเอชพีวีในระยะแรกมักไม่มีอาการแสดงใดๆ เลย (Asymptomatic) ซึ่งทำให้ผู้ติดเชื้อไม่รู้ตัวและอาจแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้โดยไม่เจตนา อาการจะปรากฏก็ต่อเมื่อโรคดำเนินไปในระยะลุกลามแล้ว ดังนี้

  • ระยะติดเชื้อเฉียบพลัน: ส่วนใหญ่ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้เองภายใน 1 ถึง 2 ปี โดยไม่มีอาการผิดปกติ
  • ระยะเกิดหูด: หากติดเชื้อสายพันธุ์ความเสี่ยงต่ำ จะพบตุ่มเนื้อนุ่มหรือลักษณะคล้ายดอกกะหล่ำบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก เรียกว่าโรคหูดหงอนไก่ มักมีอาการคัน ระคายเคือง หรือมีเลือดออกเล็กน้อย
  • ระยะรอยโรคก่อนมะเร็ง: เซลล์ปากมดลูกเริ่มมีความผิดปกติ ซึ่งตรวจพบได้จากการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Smear หรือ HPV DNA Test)
  • ระยะมะเร็งลุกลาม: มีอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด (เช่น เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือเลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน) มีตกขาวปนเลือดหรือมีกลิ่นเหม็น และมีอาการปวดอุ้งเชิงกรานหรือปวดหลังส่วนล่าง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ผู้หญิงทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์แล้วมีความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชพีวีเท่ากัน แม้จะมีคู่นอนเพียงคนเดียวก็ตาม การพึ่งพาวัคซีนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสม่ำเสมอควบคู่กันไปด้วย

วิธีดูแลรักษาและการฟื้นฟูสุขภาพ

ในปัจจุบันยังไม่มี (ยา) เฉพาะเจาะจงที่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสเอชพีวีให้หมดไปจากร่างกายได้ทันที แนวทางการแพทย์จึงเป็นการรักษาตามอาการและการจัดการรอยโรคที่เกิดขึ้น ดังนี้

  • การรักษาโรคหูดหงอนไก่: แพทย์อาจใช้ยาทาเฉพาะที่ การจี้ด้วยความเย็น การใช้เลเซอร์ หรือการผ่าตัดเล็กเพื่อกำจัดก้อนหูดออก
  • การรักษารอยโรคก่อนมะเร็ง: ขึ้นอยู่กับความรุนแรง อาจใช้วิธีการจี้ด้วยความเย็น การตัดชิ้นเนื้อส่วนที่ผิดปกติออกด้วยห่วงไฟฟ้า (LEEP) หรือการตัดปากมดลูกด้วยมีด
  • การฟื้นฟูสุขภาพ: เน้นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติของร่างกาย โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความเครียด และงดการสูบบุหรี่ซึ่งเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ความสามารถในการกำจัดไวรัสของร่างกายลดลง

ชนิดของวัคซีนเอชพีวีในปัจจุบัน

วัคซีนเอชพีวีที่มีให้บริการทางการแพทย์ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลัก ตามจำนวนสายพันธุ์ที่สามารถป้องกันได้ ได้แก่

  • ชนิด 2 สายพันธุ์ (Bivalent): ป้องกันสายพันธุ์ 16 และ 18 เน้นการป้องกันมะเร็งปากมดลูกเป็นหลัก
  • ชนิด 4 สายพันธุ์ (Quadrivalent): ป้องกันสายพันธุ์ 6, 11, 16 และ 18 ครอบคลุมการป้องกันมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องปาก ทวารหนัก และหูดหงอนไก่
  • ชนิด 9 สายพันธุ์ (Nonavalent): ป้องกันสายพันธุ์ 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58 ครอบคลุมวงกว้างที่สุด ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งที่สัมพันธ์กับเอชพีวีได้มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

คำถาม-คำตอบที่พบบ่อย

ถาม: ผู้ชายจำเป็นต้องฉีดวัคซีน HPV หรือไม่
ตอบ: จำเป็นและแนะนำอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้ชายสามารถเป็นพาหะในการแพร่เชื้อ และยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งบริเวณทวารหนัก ช่องปาก และหูดหงอนไก่ การฉีดวัคซีนในผู้ชายจึงช่วยป้องกันตนเองและลดการแพร่เชื้อสู่คู่นอนได้

ถาม: หากมีเพศสัมพันธ์แล้ว ยังสามารถฉีดวัคซีน HPV ได้อีกหรือไม่
ตอบ: สามารถฉีดได้ แม้จะมีเพศสัมพันธ์แล้ว เพราะวัคซีนยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์อื่นๆ ที่ร่างกายยังไม่เคยได้รับและยังไม่ติดเชื้อ

ถาม: วัคซีน HPV มีผลข้างเคียงที่รุนแรงหรือไม่
ตอบ: ผลข้างเคียงส่วนใหญ่มีความรุนแรงน้อยและหายได้เอง เช่น อาการปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีด หรือมีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ วิงเวียนศีรษะ ซึ่งเป็นอาการปกติของการตอบสนองต่อวัคซีนทั่วไป

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down