ทำไมต้องวัคซีนเอชพีวีกับการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก
โรคมะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer) เป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลกและในประเทศไทย ซึ่งคร่าชีวิตผู้หญิงไปเป็นจำนวนมากในแต่ละปี สาเหตุหลักกว่าร้อยละเก้าสิบห้าเกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนปัปปิลอมไวรัส (Human Papillomavirus หรือ HPV) สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะสายพันธุ์สิบหกและสิบแปด ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักที่ก่อมะเร็ง การตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการป้องกันและการได้รับวัคซีนจึงเป็นเกราะคุ้มกันสุขภาพที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงทุกคน
ในอดีตความเข้าใจเรื่องโรคนี้อาจจำกัดอยู่เพียงกลุ่มสตรีที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์แล้ว แต่ในปัจจุบันวงการแพทย์ทั่วโลกได้พิสูจน์แล้วว่าการฉีดวัคซีนตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะมีการสัมผัสเชื้อไวรัส จะให้ประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันสูงสุดและสามารถป้องกันการเกิดรอยโรคก่อนมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง
สาเหตุและกลไกการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี
ไวรัสเอชพีวีเป็นกลุ่มของไวรัสที่มีมากกว่าสองร้อยสายพันธุ์ แต่มีประมาณสี่สิบสายพันธุ์ที่ติดต่อผ่านทางระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะเพศ การติดต่อหลักเกิดขึ้นจากการสัมผัสโดยตรงทางผิวหนังหรือเยื่อบุในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือช่องปาก โดยเชื้อนี้มีความสามารถในการแพร่กระจายได้สูงมาก แม้ว่าผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการแสดงใดๆ เลยก็ตาม
เมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัสเอชพีวี เซื้อไวรัสจะเข้าไปฝังตัวอยู่ในเซลล์เยื่อบุผิวบริเวณปากมดลูก ในกรณีที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อนี้ออกไปได้ เชื้อจะแฝงตัวอยู่เป็นระยะเวลานานหลายปีหรือหลายสิบปี ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับพันธุกรรมของเซลล์เยื่อบุผิว จนกระทั่งกลายสภาพเป็นเซลล์ผิดปกติ และพัฒนาไปเป็นรอยโรคก่อนมะเร็ง (Precancerous Lesions) และกลายเป็นมะเร็งปากมดลูกในที่สุด
ฉีดวัคซีน HPV ตอนอายุเท่าไหร่ดีที่สุด
คำถามที่พบบ่อยที่สุดจากผู้ปกครองและผู้รับบริการคือ ฉีดวัคซีน HPV ตอนอายุเท่าไหร่ดีที่สุด คำตอบทางการแพทย์ที่ชัดเจนและได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organization) รวมถึงราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย คือ ช่วงอายุที่แนะนำดีที่สุดคือ 11 ถึง 12 ปี หรืออยู่ในช่วงอายุ 9 ถึง 15 ปี เนื่องจากเหตุผลทางการแพทย์ดังต่อไปนี้
- การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันสูงสุด: ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กในช่วงวัยนี้มีความสามารถในการสร้างแอนติบอดี (Antibody) ได้สูงมาก สูงกว่ากลุ่มวัยรุ่นตอนปลายหรือผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า
- ช่วงเวลาก่อนการสัมผัสเชื้อ: เป็นช่วงเวลาก่อนที่เด็กจะเริ่มมีกิจกรรมทางเพศ ซึ่งหมายความว่ายังไม่เคยได้รับเชื้อไวรัสเอชพีวีมาก่อน ทำให้วัคซีนทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ในการป้องกันสายพันธุ์ที่กำหนด
- ความคุ้มค่าและจำนวนเข็มที่น้อยกว่า: เด็กในช่วงอายุ 9 ถึง 14 ปี หรือ 9 ถึง 15 ปี จะมีความจำเป็นต้องฉีดวัคซีนเพียง 2 เข็มเท่านั้น (เว้นระยะห่าง 6 ถึง 12 เดือน) ในขณะที่ผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปจะต้องฉีดถึง 3 เข็มเพื่อให้ได้ภูมิคุ้มกันที่เทียบเท่ากัน
วิธีฉีดวัคซีนตามช่วงอายุต่างๆ
การบริหารจัดการวัคซีนเอชพีวีจะแบ่งตามกลุ่มอายุเพื่อให้สอดคล้องกับประสิทธิภาพสูงสุดของภูมิคุ้มกัน ดังนี้
- กลุ่มอายุ 9 ถึง 14 ปี: แนะนำให้ฉีดจำนวน 2 เข็ม โดยเข็มที่สองฉีดห่างจากเข็มแรกประมาณ 6 ถึง 12 เดือน
- กลุ่มอายุ 15 ถึง 26 ปี: แนะนำให้ฉีดจำนวน 3 เข็ม โดยกำหนดการฉีดคือ เข็มที่สองห่างจากเข็มแรก 1 ถึง 2 เดือน และเข็มที่สามห่างจากเข็มแรก 6 เดือน
- กลุ่มอายุ 27 ถึง 45 ปี: สามารถรับการฉีดวัคซีนได้เช่นกัน โดยพิจารณาตามความจำเป็นและความเสี่ยงของแต่ละบุคคล ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งส่วนใหญ่จะแนะนำให้ฉีด 3 เข็ม และแม้ว่าจะเคยมีเพศสัมพันธ์แล้วหรือเคยติดเชื้อบางสายพันธุ์มาแล้ว วัคซีนก็ยังคงมีประโยชน์ในการป้องกันสายพันธุ์อื่นๆ ที่ยังไม่เคยได้รับ
ชนิดของวัคซีนเอชพีวีที่มีให้บริการในปัจจุบัน
ปัจจุบันวัคซีนเอชพีวีที่มีการใช้งานทั่วโลกแบ่งออกเป็นประเภทหลักตามจำนวนสายพันธุ์ที่สามารถป้องกันได้ ดังนี้
- ชนิด 2 สายพันธุ์ (Bivalent): ป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก เน้นการป้องกันมะเร็งปากมดลูกโดยเฉพาะ
- ชนิด 4 สายพันธุ์ (Quadrivalent): ป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 6, 11, 16 และ 18 โดยสายพันธุ์ 6 และ 11 เป็นสาเหตุของโรคหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศ รวมถึงมะเร็งปากมดลูก
- ชนิด 9 สายพันธุ์ (Nonavalent): ป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58 ซึ่งครอบคลุมสายพันธุ์ที่ก่อมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก และหูดหงอนไก่มากยิ่งขึ้น ให้ประสิทธิภาพการป้องกันที่กว้างที่สุดในปัจจุบัน
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังการฉีดวัคซีนและการดูแลเบื้องต้น
วัคซีนเอชพีวีเป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัยสูงมาก ผ่านการศึกษาวิจัยทางคลินิกมาอย่างยาวนานและใช้งานมาแล้วหลายร้อยล้านโดสทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ผู้รับวัคซีนอาจพบผลข้างเคียงเล็กน้อยและหายได้เองภายใน 2 ถึง 3 วัน ดังนี้
- อาการปวด บวม แดง หรือคันบริเวณกล้ามเนื้อต้นแขนที่ฉีดวัคซีน ซึ่งเป็นอาการเฉพาะที่ที่พบได้บ่อยที่สุด
- มีไข้ต่ำๆ รู้สึกอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หรือปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ
- อาการวิงเวียนศีรษะหรือคลื่นไส้เล็กน้อย
ข้อห้ามและข้อควรระวังในการรับวัคซีน
แม้ว่าวัคซีนนี้จะมีความปลอดภัยสูง แต่มีข้อควรระวังสำคัญที่แพทย์ต้องคัดกรองก่อนให้บริการ ได้แก่
- ผู้ที่มีประวัติแพ้ยรุนแรงต่อส่วนประกอบของวัคซีน: หรือเคยมีอาการแพ้อย่างรุนแรงจากการฉีดวัคซีนเอชพีวีเข็มก่อนหน้า ห้ามรับวัคซีนซ้ำ
- สตรีตั้งครรภ์: แม้จะยังไม่มีข้อมูลรายงานว่าวัคซีนส่งผลอันตรายต่อทารกในครรภ์ แต่คำแนะนำปัจจุบันคือให้เลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปก่อนจนกว่าจะคลอดบุตร หากฉีดไปแล้วโดยไม่ทราบว่าตั้งครรภ์ ไม่มีความจำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์แต่อย่างใด
- ผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยเฉียบพลันรุนแรง: ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปก่อนจนกว่าจะหายจากอาการป่วยไข้ หากเป็นไข้หวัดเล็กน้อยไม่มีไข้สูง สามารถรับการฉีดได้ตามปกติ
การป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกแบบองค์รวม
การฉีดวัคซีนเอชพีวีไม่ได้หมายความว่าจะสามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากวัคซีนไม่ได้ครอบคลุมเชื้อทุกสายพันธุ์ที่ก่อมะเร็ง ดังนั้น การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer Screening) เช่น การตรวจแปปสมียร์ (Pap Smear) หรือการตรวจหาเชื้อเอชพีวี (HPV DNA Testing) จึงยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์แล้ว แม้ว่าจะเคยได้รับวัคซีนมาแล้วก็ตาม การผสมผสานระหว่างการฉีดวัคซีนและการตรวจคัดกรองสม่ำเสมอถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการปกป้องสุขภาพสตรี
สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ปกครองและผู้รับบริการ
- พาบุตรหลานที่มีอายุระหว่าง 9 ถึง 15 ปีเข้ารับการฉีดวัคซีนเอชพีวีจำนวน 2 เข็มเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
- ผู้ที่มีอายุเกิน 15 ปีหรือเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ยังคงสามารถรับวัคซีน 3 เข็มได้เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย
- สังเกตอาการข้างเคียงหลังฉีดและพักผ่อนในสถานพยาบาลอย่างน้อย 15 ถึง 30 นาที
- สตรีที่ได้รับวัคซีนแล้วยังคงต้องเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามรอบปีที่แพทย์แนะนำ