ในแผนกผู้ป่วยนอกกุมารเวชกรรม บ่อยครั้งที่ผู้ปกครองพาลูกน้อยมาพบแพทย์ด้วยอาการผื่นผิวหนังอักเสบเฉียบพลัน มีอาการไอ จามเรื้อรัง หรือเยื่อบุตาอักเสบ โดยพยายามหาสาเหตุจากสภาพอากาศหรืออาหารการกิน ทว่าเมื่อซักประวัติอย่างละเอียดกลับพบว่า ตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้อาการเหล่านี้กำเริบคือ "น้ำยาทำความสะอาด" ต่างๆ ที่ใช้อยู่ภายในบ้านนั่นเอง
ร่างกายของเด็ก โดยเฉพาะวัยทารกและเด็กเล็ก มีความบอบบางและไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า ผิวหนังของพวกเขายังบางและดูดซึมสารเคมีได้ง่าย ระบบทางเดินหายใจและปอดยังพัฒนาไม่เต็มที่ อีกทั้งพฤติกรรมตามธรรมชาติของเด็กวัยนี้คือการคลานราบกับพื้นและการหยิบจับสิ่งของเข้าปาก จึงทำให้มีโอกาสสัมผัสและสะสมสารพิษได้ง่ายกว่าปกติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การตระหนักรู้ถึง อันตรายสารเคมีครัวเรือนเด็ก จึงเป็นกุญแจสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม
สารเคมีใกล้ตัวในบ้านอันตรายกว่าที่คิด: ชนิดและผลกระทบต่อร่างกายของลูกน้อย
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน มักมีส่วนผสมของสารเคมีที่มีฤทธิ์รุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กในหลายๆ ด้าน ดังนี้
- ผลิตภัณฑ์ซักผ้าและน้ำยาปรับผ้านุ่ม: มักมีส่วนผสมของสารลดแรงตึงผิว (Surfactants) และน้ำหอมสังเคราะห์เข้มข้น สารเหล่านี้สามารถตกค้างบนเส้นใยผ้า และเมื่อสัมผัสกับผิวที่บอบบางของทารกจะก่อให้เกิดผื่นแพ้สัมผัส ผิวแห้งสาก และอาการคันอย่างรุนแรง
- น้ำยาถูพื้นและน้ำยาล้างห้องน้ำ: สารกลุ่มคลอรีน โซเดียมไฮโปคลอไรต์ (Sodium Hypochlorite) หรือกรดไฮโดรคลอริก (Hydrochloric Acid) มีฤทธิ์กัดกร่อนสูงมาก แม้เพียงแค่สูดดมไอระเหยที่ตกค้างในอากาศก็สามารถทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจของเด็กเกิดการระคายเคือง นำไปสู่อาการหลอดลมอักเสบ หรือกระตุ้นให้อาการหอบหืดกำเริบได้
- น้ำยาเช็ดกระจกและผลิตภัณฑ์เคลือบเงา: มีส่วนประกอบของแอมโมเนียและสารทำละลายอินทรีย์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบประสาทส่วนกลางหากสูดดมเข้าไปในปริมาณมาก ทำให้มีอาการเวียนศีรษะ และระคายเคืองดวงตา
สัญญาณเตือนภัยเมื่อลูกน้อยสัมผัสหรือสูดดมสารเคมีเคมีภัณฑ์
อุบัติเหตุจากสารเคมีมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่คาดคิด ผู้ปกครองจำเป็นต้องสังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด หากมีสัญญาณเตือนเหล่านี้เกิดขึ้น ต้องรีบเข้าช่วยเหลือทันที
สัญญาณอันตรายที่ต้องระวัง:
- ผิวหนังมีรอยแดง ตุ่มพอง บวมแดง หรือผิวลอกเหมือนถูกน้ำร้อนลวก
- ขยี้ตาตลอดเวลา ตาแดงก่ำ น้ำตาไหลไม่หยุด หรือไม่ยอมลืมตา
- ไอเฉียบพลัน หายใจมีเสียงวี้ด หายใจหอบเหนื่อย หรือหน้าอกบุ๋ม
- น้ำลายไหลยืดผิดปกติ อาเจียน ปฏิเสธการกลืนน้ำหรือนม
- มีอาการซึมลง อ่อนแรง หรือหมดสติ
ในกรณีที่เกิดการสัมผัสทางผิวหนังหรือเข้าตา ให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดไหลผ่านในปริมาณมากเป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที โดยห้ามใช้ยาปฏิชีวนะหรือสารเคมีอื่นใดไปทาชะล้างเด็ดขาด หากเกิดการกลืนกิน ห้ามพยายามล้วงคอให้อาเจียนเนื่องจากสารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนอาจย้อนกลับมาทำลายหลอดอาหารซ้ำสอง ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดพร้อมกับนำบรรจุภัณฑ์ของสารเคมีนั้นไปด้วยเสมอ
วิธีการจัดเก็บสารเคมีอย่างปลอดภัยเพื่อปกป้องสมาชิกตัวน้อย
การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ การลดความเสี่ยงจากการเผชิญกับ อันตรายสารเคมีครัวเรือนเด็ก เริ่มต้นได้ง่ายๆ จากความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในบ้านด้วยหลักการจัดเก็บต่อไปนี้
- เก็บในที่สูงและมิดชิด: จัดเก็บสารเคมีทุกชนิดไว้ในตู้ที่อยู่สูงพ้นจากสายตาและระดับการเอื้อมถึงของเด็ก (แนะนำความสูงตั้งแต่ 1.5 เมตรขึ้นไป) หรือหากต้องเก็บในตู้ใต้ซิงค์น้ำ ควรติดตั้งอุปกรณ์ล็อกประตูตู้ที่เด็กไม่สามารถเปิดเองได้
- คงบรรจุภัณฑ์เดิมไว้เสมอ: ห้ามแบ่งน้ำยาทำความสะอาดใส่ในขวดน้ำดื่ม ขวดน้ำอัดลม หรือภาชนะใส่อาหารโดยเด็ดขาด เนื่องจากเด็กเล็กยังไม่สามารถแยกแยะได้ และมักจดจำว่าขวดลักษณะดังกล่าวคือสิ่งของที่รับประทานได้
- ปิดฝาให้สนิทหลังใช้งานทันที: เมื่อใช้งานเสร็จแล้วต้องปิดฝาภาชนะให้แน่นหนาในทันที และนำกลับเข้าที่เก็บทันที ไม่ควรวางพักไว้บนพื้นหรือโต๊ะแม้เพียงชั่วคราว
แนวทางการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ปลอดภัยสำหรับครอบครัว
เพื่อสุขอนามัยที่ดีของทุกคนในบ้านและเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกรัก การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
ผู้ปกครองควรพิจารณาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์ "Hypoallergenic" หรือ "Dermatologically Tested" ซึ่งผ่านการทดสอบทางการแพทย์แล้วว่าไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวบอบบาง หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำหอมสังเคราะห์ สารพาราเบน และสารเรืองแสง
นอกจากนี้ การหันมาใช้ส่วนผสมธรรมชาติที่หาได้ง่ายในครัวเรือน เช่น น้ำส้มสายชู เบกกิ้งโซดา หรือเลมอน ในการเช็ดทำความสะอาดของเล่นหรือของใช้ของลูก ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ปลอดภัย ไร้สารเคมีตกค้าง และช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่บริสุทธิ์เพื่อการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์และแข็งแรงของลูกน้อยในทุกๆ วัน