ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความน่ากลัวของไวรัสเอชเอ็มพีวีที่พ่อแม่ยุคใหม่ต้องรู้ทัน

ในยุคที่โรคระบาดในเด็กไม่ได้มีแค่ไข้หวัดใหญ่หรืออาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) อีกต่อไป ไวรัสตัวใหม่อย่างฮิวแมนเมทาพนีโมไวรัส (Human Metapneumovirus หรือ hMPV) กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งภัยคุกคามเงียบที่สร้างความกังวลใจให้แก่คุณพ่อคุณแม่ทั่วโลก เนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้มีอาการแสดงและพฤติกรรมการแพร่ระบาดที่คล้ายคลึงกับอาร์เอสวีเป็นอย่างมาก ทำให้เด็กเล็กที่มีภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคทางเดินหายใจส่วนล่างอักเสบได้อย่างรวดเร็ว

ไวรัสเอชเอ็มพีวีไม่ใช่เชื้อโรคอุบัติใหม่เสียทีเดียว แต่เป็นเชื้อที่ถูกค้นพบมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ทว่าเพิ่งเริ่มกลับมาแพร่ระบาดและได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางเนื่องจากความรุนแรงของโรคที่อาจลุกลามไปสู่หลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) หรือปอดอักเสบ (Pneumonia) ได้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการเกิดโรค อาการเตือนภัย และวิธีป้องกันเชิงรุก จึงเป็นเกราะป้องกันด่านแรกที่ดีที่สุดในการดูแลลูกรักให้รอดพ้นจากภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

ทำความรู้จักไวรัสเอชเอ็มพีวีและสาเหตุการติดต่อในเด็ก

ไวรัสเอชเอ็มพีวี (Human Metapneumovirus) เป็นเชื้อไวรัสชนิดอาร์เอสเอ็น (RNA Virus) ในตระกูล Poxviridae หรือจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับไวรัสอาร์เอสวี เชื้อนี้สามารถแพร่กระจายได้ง่ายมากในสถานที่ที่มีเด็กอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เช่น โรงเรียนอนุบาล ศูนย์เด็กเล็ก หรือแม้แต่ในสนามเด็กเล่นในร่ม โดยเส้นทางการติดต่อหลักมีดังนี้

  • การสัมผัสละอองฝอยจากการไอหรือจามของผู้ติดเชื้อโดยตรง
  • การสัมผัสพื้นผิวสิ่งของที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน เช่น ลูกบิดประตู ของเล่น โต๊ะอาหาร แล้วนำมือมาสัมผัสใบหน้า ตา จมูก หรือปากของเด็ก
  • การใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น ช้อน แก้วน้ำ หรือผ้าเชตัวในครอบครัวหรือโรงเรียน

กลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่หากได้รับเชื้อแล้วมักมีอาการรุนแรง ได้แก่ ทารแรกเกิด เด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี เด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือเด็กที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เชื้อนี้มักระบาดได้ดีในช่วงรอยต่อของฤดูกาล เช่น ช่วงฤดูฝนต่อเนื่องถึงฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศมีความชื้นและเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรคในระบบทางเดินหายใจ

อาการและพัฒนาการของโรคในเด็กแต่ละช่วงวัย

เมื่อเด็กได้รับเชื้อไวรัสเอชเอ็มพีวี ระยะฟักตัวของโรคจะอยู่ที่ประมาณ 3 ถึง 6 วัน ก่อนที่อาการแสดงจะเริ่มปรากฏ โดยแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

ระยะเริ่มต้น

เด็กจะมีอาการคล้ายกับเป็นไข้หวัดธรรมดา ได้แก่ มีไข้ต่ำถึงปานกลาง น้ำใสๆ ไหล ไอเล็กน้อย เจ็บคอ และอ่อนเพลีย ในเด็กโตอาการมักจะหยุดอยู่เพียงเท่านี้และหายได้เองหากดูแลตามอาการ แต่ในเด็กเล็ก เชื้ออาจเดินทางลงสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนล่างอย่างรวดเร็ว

ระยะลุกลามและอาการเด่นชัด

เข้าสู่วันที่ 3 ถึง 5 ของโรค อาการจะเริ่มรุนแรงขึ้น เด็กจะมีอาการไอถี่และรุนแรงมากขึ้น หายใจมีเสียงครืดคราดหรือมีเสียงวี๊ด (Wheezing) ในอก เนื่องจากหลอดลมตีบแคบและมีเสมหะปริมาณมาก เด็กบางรายอาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วยเนื่องจากการไอติดต่อกันเป็นเวลานาน

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ไวรัสเอชเอ็มพีวีและอาร์เอสวีมีความคล้ายคลึงกันมากจนไม่สามารถแยกแยะได้ด้วยการตรวจร่างกายเพียงอย่างเดียว การตรวจวินิจฉัยเชิงลึกด้วยวิธีอาร์ทีพีซีอาร์ (RT-PCR) หรือการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งทางจมูก (Swab) จึงมีความจำเป็นในกลุ่มเด็กที่มีโรคประจำตัวหรือมีอาการรุนแรง เพื่อให้การรักษาตรงจุดที่สุด

สัญญาณเตือนภัยอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที

คุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าระวังอาการของลูกอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนภัยเหล่านี้ถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด:

  • หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง หายใจลำบาก สังเกตได้จากซี่โครงบุ๋ม ท้องกระเพื่อมแรง หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งแสดงถึงภาวะพร่องออกซิเจนในเลือด
  • มีไข้สูงเกิน 39องศาเซลเซียส หรือไข้สูงติดต่อกันนานเกิน 3 วันโดยไม่ยอมลดลงแม้จะเช็ดตัวและทานยาลดไข้แล้ว
  • เด็กซึมลงปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือมีความผิดปกติทางระบบประสาทเช่น ชักจากไข้
  • ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ปัสสาวะไม่ออกนานเกิน 6 ชั่วโมง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้งและกระหม่อมบุ๋มลึกในทารก

วิธีรักษาและดูแลพยาบาลเด็กป่วยที่บ้าน

ปัจจุบันยังไม่มีonคสหรือยาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจงสำหรับรักษาไวรัสเอชเอ็มพีวี การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายของเด็กฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติ

การให้ยาอย่างปลอดภัย

การใช้ยาลดไข้ควรใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ในขนาดที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัวของเด็ก คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาดเพราะเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ซินโดรม (Reye Syndrome) ที่อันตรายถึงชีวิต และควรปรึกษากุมารแพทย์ก่อนใช้ยาแก้ไอหรือยาละลายเสมหะ

การพยาบาลและการดูแลที่บ้าน

  • การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือทางการแพทย์ เพื่อช่วยชะล้างน้ำมูกเหนียวข้นและช่วยให้เด็กหายใจสะดวกขึ้น
  • การดื่มน้ำอุ่นในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อช่วยละลายเสมหะในลำคอและป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • การเคาะปอดและดูดเสมหะโดยบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ที่ได้รับการฝึกฝนอย่างถูกวิธี
  • การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้องอย่างนิ่มนวล หลีกเลี่ยงการใช้น้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัว
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อมาให้เด็กทานเองเด็ดขาดเมื่อป่วยเป็นโรคจากไวรัส เพราะยาปฏิชีวนะไม่มีผลต่อเชื้อไวรัสแต่อย่างใด การใช้พร่ำเพรื่อจะส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยาและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเด็กในระยะยาว

วิธีป้องกันเชิงรุกและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว

เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสเอชเอ็มพีวีโดยเฉพาะในปัจจุบัน การป้องกันการติดเชื้อจึงต้องเน้นไปที่การสร้างสุขอนามัยที่ดีและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายตามธรรมชาติ

การสร้างสุขอนามัยและป้องกันการแพร่เชื้อ

  • ล้างมือให้เด็กและผู้ดูแลบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาดนานอย่างน้อย 20 วินาที หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ
  • สวมหน้ากากอนามัยเมื่อพาเด็กไปในสถานที่แออัดหรือมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อทางเดินหายใจ
  • ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคสิ่งของเครื่องใช้ ของเล่น และพื้นผิวสัมผัสภายในบ้านเป็นประจำ
  • งดพาเด็กเล็กไปในพื้นที่ปิดหรือแหล่งชุมชนหนาแน่นในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจ

การเสริมภูมิคุ้มกันทางโภชนาการ

การสนับสนุนให้เด็กได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน 5 หมู่ เน้นผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน รวมถึงการสนับสนุนให้ทารกกินนมแม่ล้วนอย่างน้อย 6 เดือน เนื่องจากนมแม่มีสารภูมิต้านทานตามธรรมชาติที่ช่วยปกป้องทารกจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและการออกกำลังกายตามวัยยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างเต็มที่อีกด้วย

สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่ผู้ดูแล

ไวรัสเอชเอ็มพีวีแม้จะมีอาการคล้ายคลึงกับอาร์เอสวีและสร้างความวิตกกังวลให้กับครอบครัว แต่หากคุณพ่อคุณแม่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการสังเกตอาการ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการพาไปพบแพทย์อย่างทันท่วงทีเมื่อมีอาการรุนแรง ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้ลูกน้อยหายจากโรคได้อย่างปลอดภัย การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัดและการเสริมสร้างภูมิต้านทานร่างกายคือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุดในระยะยาว

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down