ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความน่ากลัวของไวรัส hMPV ที่พ่อแม่ต้องรู้

การระบาดของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเป็นสิ่งที่สร้างความกังวลใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงที่โรคไวรัสอาร์เอสวี หรือ RSV ระบาดหนักจนเป็นข่าวใหญ่โต แต่ในปัจจุบันยังมีเชื้อไวรัสอีกชนิดหนึ่งที่มีอาการและความรุนแรงใกล้เคียงกันมาก นั่นคือ ไวรัสเอชเอ็มพีวี หรือ Human Metapneumovirus (hMPV) ซึ่งไวรัสตัวนี้สามารถทำให้เด็กเล็กและทารกเกิดอาการป่วยหนักในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างได้ไม่แพ้ไวรัสอาร์เอสวีเลยทีเดียว

ไวรัส hMPV เป็นเชื้อไวรัสที่มีการแพร่กระจายได้ง่ายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสาร secretions ต่างๆ ของผู้ป่วย เด็กทุกคนมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อนี้ได้ โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ทารกแรกเกิด และเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้หากได้รับเชื้อแล้วอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล

ทำความรู้จักสาเหตุและการติดต่อของไวรัส hMPV

ไวรัส hMPV จัดอยู่ในกลุ่ม Paramyxoviridae ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสชนิดอาร์เอสเอ็น (RNA virus) ที่มักจะระบาดในช่วงปลายฤดูหนาวต่อเนื่องถึงฤดูใบไม้ผลิ หรือในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เชื้อไวรัสนี้มีความสามารถในการมีชีวิตอยู่ตามพื้นผิวสัมผัสต่างๆ เช่น ของเล่น ลูกบิดประตู โต๊ะ เก้าอี้ ได้เป็นเวลาหลายชั่วโมง ทำให้เด็กๆ มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายจากการนำมือเข้าปาก ขยี้ตา หรือสัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง

กลไกการเกิดโรคเริ่มต้นจากการที่ไวรัสเข้าสู่เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบน แล้วลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และมีการสร้างสารคัดหลั่งหรือเสมหะปริมาณมากในหลอดลมฝอย ส่งผลให้ทางเดินหายใจตีบแคบลง เด็กจึงหายใจลำบาก มีอาการเหนื่อยหอบ และเกิดเสียงวี๊ดในปอด ซึ่งเป็นลักษณะอาการที่แพทย์มักพบได้บ่อยในผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อไวรัสกลุ่มนี้

ลำดับอาการและระยะเวลาการดำเนินโรคของ hMPV

การสังเกตอาการของลูกน้อยในแต่ละระยะมีความสำคัญอย่างมาก เพื่อให้สามารถประเมินความรุนแรงและให้การดูแลได้อย่างทันท่วงที โดยทั่วไปโรคมักมีลำดับการดำเนินอาการดังนี้

  • ระยะเริ่มแรก (วันที่ 1 ถึง 3): เด็กจะมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา ได้แก่ มีไข้ต่ำถึงสูง ไอ จาม น้ำมูกไหล เจ็บคอ และอาจมีอาการอ่อนเพลียร่วมด้วย
  • ระยะอาการเด่นชัด (วันที่ 4 ถึง 7): อาการไอจะรุนแรงมากขึ้น มีเสมหะมาก หายใจเร็ว หายใจแรง หรือหายใจมีเสียงวี๊ด เด็กบางคนอาจมีอาการซึมลง ไม่ยอมดูดนมหรือรับประทานอาหาร อาเจียนหลังไอ เนื่องจากเสมหะเหนียวข้น
  • ระยะฟื้นตัว (หลังจากวันที่ 7 เป็นต้นไป): อาการไข้จะค่อยๆ ลดลงจนหายไป อาการไอและน้ำมูกจะค่อยๆ น้อยลงตามลำดับ หากเด็กไม่มีโรคแทรกซ้อน ร่างกายจะสามารถฟื้นตัวได้เต็มที่ภายใน 10 ถึง 14 วัน
คำแนะนำจากคุณหมอ: ในเด็กบางราย แม้ไข้จะหายไปแล้ว แต่อาการไออาจยังหลงเหลืออยู่ได้อีกหลายสัปดาห์ เนื่องจากหลอดลมยังมีความไวต่อสิ่งกระตุ้น ผู้ปกครองควรให้ลูกดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อช่วยให้เสมหะเจือจางลง

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที

พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเฝ้าระวังอาการของลูกอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนอันตรายเหล่านี้ ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด เพราะอาจเกิดภาวะหายใจล้มเหลวที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

  • ไข้สูงมากติดต่อกันเกิน 3 วัน หรือไข้สูงจนชัก
  • หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง หายใจจนซี่โครงบุ๋ม ท้องกระเพื่อม หรือปีกจมูกบานเวลาหายใจ
  • ริมฝีปาก เล็บมือ เล็บเท้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ (ภาวะขาดออกซิเจน)
  • ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่สบตา หรือมีอาการกระสับกระส่าย
  • ปฏิเสธการดื่มนมและน้ำ ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่มีเลยนานเกิน 6 ชั่วโมง ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง

การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับการเริ่มป่วย อาการร่วม และประวัติการสัมผัสผู้ป่วย พร้อมกับการตรวจร่างกายโดยการใช้เครื่องฟังตรวจปอด (Stethoscope) เพื่อฟังเสียงหายใจ เสียงเสมหะ หรือเสียงวี๊ด

ในกรณีที่จำเป็น แพทย์อาจพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากโพรงจมูก (Nasopharyngeal Swab) เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยชุดตรวจสำเร็จรูป หรือการส่งตรวจหาเชื้อไวรัสหลายชนิดร่วมกัน (Multiplex PCR Test) เพื่อยืนยันโรคได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ หากสงสัยว่ามีภาวะปอดอักเสบ แพทย์อาจพิจารณาทำการเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) และตรวจเลือดเพิ่มเติมตามความเหมาะสม

วิธีดูแลรักษาและพยาบาลเบื้องต้นที่บ้าน

เนื่องจากไวรัส hMPV ยังไม่มีon-target antiviral drug หรือยาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจง การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายเด็กต่อสู้กับโรคได้ดีขึ้น มีแนวปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

  • การจัดการไข้: ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง (10-15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้) ร่วมกับการเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้องเพื่อช่วยระบายความร้อน
  • การจัดการน้ำมูกและเสมหะ: หยอดจมูกด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline Solution) เพื่อช่วยละลายน้ำมูกที่เหนียวข้น และใช้ลูกยางแดงหรือเครื่องดูดน้ำมูกออกอย่างระมัดระวัง
  • การให้สารน้ำและโภชนาการ: กระตุ้นให้เด็กดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ หรือดื่มนมในปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้เสมหะไม่เหนียวจนเกินไป สำหรับเด็กโตสามารถรับประทานอาหารอ่อนๆ ที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม หรือโจ๊ก
  • การพักผ่อน: จัดให้นอนในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่หนาวหรือร้อนจนเกินไป และงดการไปโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็กเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีรับประทานยาแอสไพริน (Aspirin) เด็ดขาด เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการรายส์ซินโดรม (Reye's syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนทางสมองและตับที่รุนแรงถึงชีวิต และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากยาปฏิชีวนะไม่มีผลในการฆ่าเชื้อไวรัส การใช้ยาโดยไม่จำเป็นจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยา

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

การป้องกันการติดเชื้อไวรัส hMPV สามารถทำได้ด้วยหลักการสุขอนามัยที่ดี ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการตัดวงจรการแพร่ระบาดของเชื้อโรค

  • ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์ ก่อนรับประทานอาหารและหลังสัมผัสสิ่งของสาธารณะ
  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือสถานที่ที่มีผู้ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ
  • ทำความสะอาดของเล่น ของใช้ และพื้นผิวสัมผัสภายในบ้านด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเป็นประจำ
  • สอนให้เด็กสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องออกไปข้างนอกหรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยง
  • เสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติด้วยการให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และสนับสนุนให้เด็กทารกได้รับนมแม่ซึ่งมีสารภูมิคุ้มกันที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง

บทสรุปสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง

ไวรัส hMPV เป็นอีกหนึ่งภัยเงียบใกล้ตัวที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม แม้จะมีอาการคล้ายคลึงกับโรคหวัดทั่วไปหรือไวรัสอาร์เอสวี แต่หากมีความเข้าใจที่ถูกต้องในการสังเกตอาการ การดูแลรักษาเบื้องต้นที่บ้านอย่างถูกวิธี และการรีบพาไปพบแพทย์เมื่อมีสัญญาณอันตราย ก็จะช่วยให้ลูกน้อยปลอดภัยผ่านพ้นวิกฤตและฟื้นตัวกลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงได้อย่างรวดเร็ว

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down