ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความน่ากลัวของไวรัส hMPV และสถานการณ์ที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวัง

ในช่วงที่โรคทางเดินหายใจระบาดอย่างต่อเนื่อง นอกจากโรคอาร์เอสวี (RSV) ที่พ่อแม่หลายคนรู้จักกันดีแล้ว ยังมีเชื้อไวรัสอีกตัวหนึ่งที่สร้างความกังวลใจให้กับกุมารแพทย์และครอบครัวไม่แพ้กัน นั่นคือไวรัสเอชเอ็มพีวี (Human Metapneumovirus หรือ hMPV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนต้นและส่วนล่าง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ทารก และเด็กที่มีโรคประจำตัว ไวรัสตัวนี้มักระบาดในช่วงปลายฤดูหนาวต่อเนื่องถึงฤดูใบไม้ผลิ หรือในบ้านเรามักพบการแพร่ระบาดในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวที่มีอากาศชื้นเย็น อาการของเด็กที่ได้รับเชื้อจะมีความคล้ายคลึงกับโรคอาร์เอสวีและไข้หวัดใหญ่มาก จนทำให้หลายครั้งผู้ปกครองอาจแยกไม่ออกและชะล่าใจ จนกระทั่งเด็กเริ่มมีอาการหอบเหนื่อยรุนแรง

สาเหตุและกลไกการแพร่ระบาดของไวรัส hMPV

ไวรัส hMPV เป็นเชื้อไวรัสอาร์เอ็นเอสายเดี่ยวในตระกูล Pneumoviridae ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับไวรัสอาร์เอ็นวี การติดต่อของโรคนี้เกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็วผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการพูดคุย โดยเชื้อโรคสามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ติดเชื้อ นอกจากนี้เชื้อไวรัสยังสามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวสัมผัสต่างๆ เช่น ของเล่น โต๊ะ เกาหลี หรือลูกบิดประตู ได้นานหลายชั่วโมง หากเด็กเอามือไปสัมผัสสิ่งของเหล่านั้นแล้วขยี้ตา แคะจมูก หรืออมนิ้ว ก็จะทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ทันที เมื่อไวรัสเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ จะเริ่มทำการ (Pathophysiology) ทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการอักเสบ บวม มีการหลั่งเมือกและเสมหะออกมาจำนวนมาก ส่งผลให้หลอดลมขนาดเล็กตีบตัน อากาศเข้าและออกปอดได้ไม่สะดวก เกิดเป็นภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นและนำไปสู่อาการหอบเหนื่อยในที่สุด

อาการเริ่มต้นจนถึงระยะลุกลามของโรค

ในระยะแรกของการติดเชื้อไวรัส hMPV อาการจะมีความคล้ายคลึงกับโรคหวัดธรรมดามาก จนพ่อแม่อาจคิดว่าลูกเป็นเพียงไข้หวัดทั่วไป โดยอาการและพัฒนาการของโรคสามารถแบ่งออกเป็นระยะได้ดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น (วันที่ 1 ถึง 3): เด็กจะมีไข้ น้ำมูกใส ไอเล็กน้อย เจ็บคอ อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร
  • ระยะลุกลาม (วันที่ 4 ถึง 7): หากภูมิต้านทานไม่สามารถยับยั้งเชื้อได้ อาการจะลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง เด็กจะมีอาการไอถี่และรุนแรงมากขึ้น ไอมีเสมหะ หายใจเร็ว หายใจมีเสียงครืดคราด หรือมีเสียงวี๊ดในอก (Wheezing) เนื่องจากหลอดลมตีบแคบ
  • ระยะฟื้นตัว: หากได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง อาการไอและไข้จะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 7 ถึง 14 วัน แต่ในเด็กบางรายอาการไออาจหลงเหลืออยู่ได้นานนับสัปดาห์
สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ที่ต้องพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที: หากเด็กมีอาการหายใจหอบเหนื่อยจนชายโครงบุ๋ม หอกจนอกบุ๋ม หายใจแรงจนปีกจมูกบาน ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีเขียว (Cyanosis) ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำจนมีภาวะขาดน้ำ ปัสสาวะน้อยลง หรือมีไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียสติดต่อกันหลายวันและไข้ไม่ยอมลด ผู้ปกครองต้องรีบนำตัวส่งแพทย์ในทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้าน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อเด็กมีอาการเข้าข่ายการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ กุมารแพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด เช่น ประวัติการไปโรงเรียนหรือศูนย์เด็กเล็ก ประวัติคนในครอบครัวที่มีอาการป่วย จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายโดยการใช้เครื่องฟังตรวจ (Stethoscope) เพื่อฟังเสียงหายใจในปอดว่ามีเสียงผิดปกติ เช่น เสียงวี๊ด หรือเสียงเสมหะหรือไม่ ในปัจจุบันทางการแพทย์สามารถตรวจหาเชื้อไวรัส hMPV ร่วมกับไวรัสอื่นๆ เช่น อาร์เอสวี และไข้หวัดใหญ่ ได้ด้วยวิธีตรวจหาแอนติเจนจากสารคัดหลั่งในโพรงจมูก (Multiplex PCR หรือ Rapid Antigen Test) ซึ่งให้ผลที่แม่นยำและช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้แพทย์อาจพิจารณาทำการเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบ ปอดบวม หรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นร่วมด้วย

การรักษาและการดูแลลูกน้อยที่บ้านอย่างถูกวิธี

เนื่องจากไวรัส hMPV ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโดยเฉพาะและยังไม่มีขาต้านไวรัสจำเพาะ การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายเด็กฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติ โดยแนวทางการดูแลที่ถูกต้องประกอบด้วย:

  • การให้ยาลดไข้และยาบรรเทาอาการ: ให้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดและน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง (10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง) และสามารถใช้ยาละลายเสมหะหรือยาขยายหลอดลมตามคำสั่งแพทย์
  • การพ่นยาขยายหลอดลม: ในเด็กที่มีอาการหลอดลมตีบและมีเสียงวี๊ด แพทย์อาจพิจารณาให้พ่นยาขยายหลอดลมผ่านหน้ากาก เพื่อช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดกว้างและหายใจได้โล่งขึ้น
  • การเคลียร์ทางเดินหายใจ: หยอดน้ำเกลือ (Normal Saline Solution) เพื่อละลายน้ำมูกในจมูก แล้วใช้ลูกยางซิลิโคนดูดน้ำมูกออก เพื่อช่วยให้ลูกหายใจทางจมูกได้สะดวกขึ้น
  • การดื่มน้ำและสารอาหาร: กระตุ้นให้เด็กดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อช่วยให้เสมหะเหลวและขับออกได้ง่าย หากเป็นเด็กเล็กให้ดูดนมแม่หรือนมผสมบ่อยขึ้นเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
คำแนะนำจากคุณหมอ: การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้องควรใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเช็ดตัวเด็ดขาด เพราะจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ความร้อนระบายออกไม่ได้ และอาจทำให้เด็กหนาวสั่นหรือชักได้ นอกจากนี้ควรหมั่นสังเกตสีหน้าและจังหวะการหายใจของลูกอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในการดูแลเด็กที่ป่วยเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ มีข้อควรระวังทางการแพทย์ที่เคร่งครัดซึ่งผู้ปกครองไม่ควรปฏิบัติอย่างเด็ดขาด:

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในเด็กที่มีไข้สูงโดยยังไม่แน่ชัดว่าป่วยเป็นโรคอะไร: เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ยส์ซินโดรม (Reye's syndrome) ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต และอาจทำให้เลือดออก ฯลฯ ในกรณีที่เป็นโรคไข้เลือดออก
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) ให้ลูกรับประทานเอง: เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษาใดๆ ทั้งสิ้น และยังเป็นการสร้างเชื้อดื้อยาโดยไม่จำเป็น
  • ห้ามให้เด็กรับประทานยาแก้ไอที่กดอาการไอแรงๆ ในเด็กเล็ก: เพราะอาจทำให้เด็กไม่สามารถขับเสมหะออกจากหลอดลมได้ ส่งผลให้เสมหะคั่งค้างและเกิดภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นที่รุนแรงขึ้น

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไวรัส hMPV ทำได้โดยการปฏิบัติตามสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนเฉพาะสำหรับป้องกันไวรัสตัวนี้:

  • ล้างมือบ่อยๆ: สอนให้เด็กและคนในครอบครัวล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • สวมหน้ากากอนามัย: หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ หรือสนามเด็กเล่นในร่ม ในช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ
  • ทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวสัมผัส: หมั่นทำความสะอาดของเล่นเด็ก โต๊ะ เกาหลี และจุดสัมผัสร่วมภายในบ้านด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคเป็นประจำ
  • งดการใกล้ชิดผู้ป่วย: แยกเด็กที่ป่วยออกจากสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้าน และงดส่งเด็กไปโรงเรียนหรือศูนย์เด็กเล็กจนกว่าจะหายป่วยเป็นปกติ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

ไวรัส hMPV เป็นภัยเงียบใกล้ตัวที่สามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กทุกคน การสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่นๆ เข้าใจความแตกต่างของอาการหวัดทั่วไปกับอาการหอบเหนื่อยรุนแรง และการปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด จะช่วยลดความรุนแรงของโรคและช่วยให้ลูกน้อยปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย หากพบสัญญาณเตือนอันตรายควรนำส่งแพทย์ทันที

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down