ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโอกาสการติดเชื้อ HIV จากแม่สู่ลูก

การติดเชื้อเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus: HIV) จากแม่สู่ลูกเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลใจอย่างมากสำหรับคุณแม่ที่ใช้ชีวิตอยู่กับเชื้อ อย่างไรก็ตาม ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน หากมีการฝากครรภ์และการดูแลรักษาอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน โอกาสที่ทารกจะติดเชื้อสามารถลดลงได้เหลือต่ำกว่าร้อยละ 1 หรือเกือบศูนย์เปอร์เซ็นต์ การทราบถึงกลไกและช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ทารกเกิดมาอย่างแข็งแรงและปลอดภัย

ลูกจะติดเชื้อ HIV จากแม่ได้ตอนไหนบ้าง: ระยะเวลาแห่งความเสี่ยง

เชื้อไวรัสเอชไอวีสามารถส่งผ่านจากแม่สู่ลูกได้ใน 3 ช่วงเวลาหลัก ดังนี้:

  • ช่วงระหว่างตั้งครรภ์: เชื้อไวรัสสามารถผ่านจากกระแสเลือดของแม่ไปสู่ทารกผ่านทางรก (Placenta) ได้ แม้จะมีเยื่อกั้นอยู่ แต่หากปริมาณเชื้อในกระแสเลือดของแม่สูง โอกาสที่เชื้อจะผ่านไปถึงทารกก็มีมากขึ้น
  • ช่วงระหว่างการคลอด: ถือเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด เนื่องจากทารกต้องสัมผัสกับเลือด สารคัดหลั่ง และของเหลวจากช่องคลอดของแม่ระหว่างกระบวนการคลอดทางช่องคลอด รวมถึงการสัมผัสกับการบีบตัวของมดลูกที่อาจทำให้เลือดแม่ไหลเข้าสู่ทารกได้
  • ช่วงหลังคลอด: เชื้อเอชไอวีสามารถส่งผ่านทางน้ำนมแม่ (Breast milk) ได้ ดังนั้นการเลี้ยงดูทารกหลังคลอดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการรับเชื้อเพิ่มเติม
คำแนะนำจากคุณหมอ: การรับประทานยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอตามคำสั่งแพทย์ตั้งแต่ทราบว่าตั้งครรภ์ จะช่วยกดปริมาณเชื้อในกระแสเลือด (Viral Load) ให้ต่ำจนตรวจไม่พบ ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันไม่ให้เชื้อส่งผ่านไปถึงลูก

กลไกการเกิดโรคและปัจจัยเสี่ยงที่ควรทราบ

เมื่อเชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกายทารก เชื้อจะเข้าทำลายระบบภูมิคุ้มกันโดยเฉพาะเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ทำให้ร่างกายเด็กไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคฉวยโอกาสได้ดีเท่าที่ควร ปัจจัยที่จะเพิ่มความเสี่ยงให้ลูกติดเชื้อมากขึ้น ได้แก่ ปริมาณเชื้อในเลือดของแม่ที่สูง, การมีแผลหรือการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ร่วมด้วยขณะคลอด, การคลอดก่อนกำหนด หรือการที่ทารกมีบาดแผลจากการทำคลอด

สัญญาณเตือนและอาการที่ต้องเฝ้าระวังในทารก

ทารกที่ได้รับเชื้ออาจไม่มีอาการผิดปกติทันทีหลังคลอด แต่สัญญาณที่ต้องสังเกตและนำทารกไปพบกุมารแพทย์ทันที ได้แก่:

  • การเจริญเติบโตช้ากว่าเกณฑ์ (Failure to thrive) หรือน้ำหนักตัวไม่ขึ้น
  • มีไข้เรื้อรัง หรือไข้ไม่ทราบสาเหตุ
  • ต่อมน้ำเหลืองโตตามจุดต่างๆ ของร่างกาย
  • ท้องเสียเรื้อรัง หรือติดเชื้อในทางเดินอาหารบ่อยครั้ง
  • มีเชื้อราในช่องปาก (Oral Thrush) เป็นฝ้าขาวที่ไม่หายไป
  • ติดเชื้อในปอดหรือโรคทางเดินหายใจซ้ำซาก

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

ทารกที่เกิดจากแม่ที่มีเชื้อ HIV จะต้องเข้าสู่กระบวนการติดตามโดยกุมารแพทย์เฉพาะทางด้านโรคติดเชื้อในเด็ก โดยมีการตรวจวินิจฉัยดังนี้:

  • การตรวจด้วยวิธี DNA PCR: เป็นการตรวจหาเชื้อโดยตรงจากเลือดทารก มักตรวจเมื่อทารกอายุ 1 เดือน, 2 เดือน และ 4-6 เดือน เพื่อยืนยันว่าทารกติดเชื้อหรือไม่
  • การตรวจภูมิคุ้มกัน (Antibody Test): จะทำเมื่อทารกอายุเกิน 18 เดือน เนื่องจากก่อนหน้านี้ร่างกายเด็กอาจยังมีภูมิคุ้มกันที่ได้รับมาจากแม่ (Maternal Antibody) ซึ่งอาจส่งผลให้ผลการตรวจเป็นบวกปลอมได้

การป้องกันและการดูแลรักษาที่ถูกต้อง

การป้องกันที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดประกอบด้วย:

  1. การได้รับยาต้านไวรัส (ARV): คุณแม่ต้องรับประทานยาอย่างเคร่งครัด ทารกต้องได้รับยาต้านไวรัสเพื่อป้องกัน (Post-exposure Prophylaxis) ตั้งแต่หลังคลอดตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด
  2. การวางแผนการคลอด: แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดคลอดหากมีความเสี่ยงสูง เพื่อลดการสัมผัสสารคัดหลั่งระหว่างทางช่องคลอด
  3. การงดนมแม่: ปัจจุบันมาตรฐานสากลและไทยแนะนำให้ใช้นมผงสำหรับทารกแทนการให้นมแม่ เพื่อตัดวงจรความเสี่ยงในการรับเชื้อผ่านทางน้ำนม
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามให้ทารกกินนมแม่หรือนมจากแหล่งอื่นที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างเด็ดขาด เพราะเชื้อ HIV สามารถผ่านทางน้ำนมได้จริง และห้ามหยุดยาต้านไวรัสของทารกก่อนครบกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากแพทย์แม้ว่าทารกจะดูแข็งแรงดีก็ตาม

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่

  • ฝากครรภ์ทันทีที่ทราบว่าตั้งครรภ์ เพื่อรับการรักษาและดูแลอย่างครบวงจร
  • รับประทานยาต้านไวรัสให้ตรงเวลาทุกวัน ห้ามขาดหรือลืมกินยาโดยเด็ดขาด
  • ติดตามผลเลือดของคุณแม่และลูกอย่างต่อเนื่องตามนัดหมายของแพทย์
  • เตรียมความพร้อมเรื่องการใช้นมผงสำหรับทารกตามคำแนะนำของกุมารแพทย์
  • สังเกตความผิดปกติของทารก หากมีไข้หรืออาการป่วยที่ผิดปกติให้นำพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down