ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจความเสี่ยงรอบด้าน เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์มีความกังวลเรื่องการถ่ายทอดเชื้อไวรัสเอชไอวีสู่ลูกน้อย

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในเด็ก คำถามที่พบบ่อยที่สุดจากคุณแม่ที่ตรวจพบว่าตนเองมีเชื้อไวรัสเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus: HIV) คือ ลูกจะติดเชื้อ HIV จากแม่ได้ตอนไหนบ้าง และมีโอกาสมากน้อยเพียงใด ความกังวลนี้ถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่เข้าใจได้ เนื่องจากความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันได้พัฒนาไปไกลมาก หากคุณแม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที โอกาสที่ทารกในครรภ์จะติดเชื้อสามารถลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ได้ บทความฉบับนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงช่วงเวลาแห่งความเสี่ยง กลไกการติดเชื้อ ตลอดจนแนวทางการดูแลรักษาและการป้องกันที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์สากล

สาเหตุและกลไกการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก

เชื้อไวรัสเอชไอวีเป็นไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดซีดีโฟ (CD4) ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง การถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก (Mother-to-Child Transmission หรือ Vertical Transmission) สามารถเกิดขึ้นได้ใน 3 ช่วงเวลาสำคัญของกระบวนการตั้งครรภ์และการเลี้ยงดูบุตร ซึ่งกลไกหลักเกิดขึ้นจากการที่เลือด หรือสารคัดหลั่งที่มีปริมาณไวรัสสูง (Viral Load) จากแม่ผ่านเข้าสู่ร่างกายของทารก

ปริมาณไวรัสในกระแสเลือดของคุณแม่ถือเป็นปัจจัยชี้ขาดที่สำคัญที่สุด หากคุณแม่มีปริมาณไวรัสในเลือดสูง ความเสี่ยงที่ลูกจะได้รับเชื้อก็จะสูงตามไปด้วย แต่ในทางกลับกัน หากคุณแม่รับประทานยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอจนสามารถกดปริมาณไวรัสให้อยู่ในระดับที่ไม่สามารถตรวจพบได้ (Undetectable) โอกาสในการแพร่ ลูกจะติดเชื้อ HIV จากแม่ได้ตอนไหนบ้ อgerจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ช่วงเวลาความเสี่ยงที่ลูกจะติดเชื้อ HIV จากแม่

การถ่ายทอดเชื้อสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงเวลาตั้งแต่เริ่มต้นตั้งครรภ์จนกระทั่งสิ้นสุดระยะให้นมบุตร โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลักดังนี้

ความเสี่ยงในระหว่างตั้งครรภ์

เชื้อไวรัสสามารถผ่านจากกระแสเลือดของแม่ไปยังทารกผ่านทางรก (Placenta) ได้ แม้ว่ารกจะทำหน้าที่เป็นเสมือนเกราะป้องกันการติดเชื้อ แต่ในบางกรณี เช่น การมีภาวะรกอักเสบ การติดเชื้อร่วมอื่นๆ หรือการที่แม่มีปริมาณไวรัสในเลือดสูงมากๆ ไวรัสก็สามารถเล็ดลอดผ่านรกเข้าสู่ตัวทารกได้ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์

ความเสี่ยงในระหว่างการคลอด

นี่คือช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูงสุดหากไม่ได้รับการป้องกันอย่างเหมาะสม ในระหว่างกระบวนการคลอดธรรมชาติ ทารกจะต้องผ่านช่องคลอดของมารดา ซึ่งอาจมีการสัมผัสกับเลือด น้ำหนอง หรือสารคัดหลั่งที่มีเชื้อไวรัสเอชไอวีปนเปื้อน นอกจากนี้ การที่ทารกกลืนน้ำคร่ำหรือเลือดของแม่เข้าไปในระหว่างคลอดก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายของทารกได้เช่นกัน

ความเสี่ยงในช่วงหลังคลอดผ่านการให้นมบุตร

น้ำนมแม่เป็นแหล่งที่มีปริมาณไวรัสเอชไอวีอยู่ได้เช่นกัน หากคุณแม่ติดเชื้อและให้นมบุตรด้วยตนเอง เชื้อไวรัสจะสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารของทารกและผ่านเยื่อบุลำไเข้าสู่กระแสเลือดได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ทารกมีแผลในช่องปาก หรือเกิดภาวะอักเสบในทางเดินอาหาร

คำแนะนำจากคุณหมอ: ในประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายให้คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกรายได้รับการตรวจคัดกรองเอชไอวีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อให้สามารถเริ่มต้นกระบวนการรักษาและป้องกันการถ่ายทอดสู่ลูกได้ทันทีตั้งแต่เนิ่นๆ

อาการและสัญญาณเตือนในทารกที่รับเชื้อเอชไอวี

ทารกที่ติดเชื้อเอชไอวีจากมารดาอาจจะไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ เลยในช่วงแรกเกิด แต่อาจเริ่มแสดงอาการเมื่อระบบภูมิคุ้มกันเริ่มถูกทำลาย โดยอาการที่พบได้บ่อยมีดังนี้

  • มีไข้เรื้อรัง ท้องเสียเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • น้ำหนักตัวไม่ขึ้นตามเกณฑ์ เจริญเติบโตช้ากว่าปกติ
  • มีฝ้าขาวในปากและลำคอ (เชื้อราในปาก)
  • ต่อมน้ำเหลืองโตทั่วร่างกาย ตับและม้ามโต
  • มีการติดเชื้อซ้ำซ้อนบ่อยครั้ง เช่น ปอดบวมอักเสบ หรือหูอักเสบ

สัญญาณอันตราย Red Flag Symptoms ที่ต้องพบกุมารแพทย์ทันที

หากทารกหรือเด็กเล็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงแสดงอาการดังต่อไปนี้ ผู้ปกครองต้องนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน เนื่องจากอาจเข้าสู่ภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางอย่างใกล้ชิด

  • ไข้สูงมากและไม่ยอมลดลงแม้จะเช็ดตัวหรือให้ยาลดไข้
  • ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ยอมดูดนม หรือไม่รับประทานอาหาร
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนอกบุ๋มหรือปีกจมูกบาน
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้ง ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยหรือไม่ 6 ชั่วโมง
  • มีอาการชักเกร็ง หรือหมดสติ

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์สำหรับทารก

เนื่องจากภูมิคุ้มกันจากแม่ (Antibody) ยังคงหลงเหลืออยู่ในตัวทารกหลังคลอด การตรวจหาเชื้อจึงต้องใช้เทคนิคพิเศษทางการแพทย์ โดยกุมารแพทย์จะวางแผนการตรวจดังนี้

  • การตรวจหาพันธุกรรมของไวรัส (HIV DNA PCR) ตั้งแต่อายุ 1 ถึง 2 เดือนแรกหลังคลอด และตรวจซ้ำเมื่ออายุ 4 ถึง 6 เดือน
  • การตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี (Anti-HIV Antibody) เมื่อเด็กมีอายุเกิน 18 เดือน เพื่อยืนยันสถานะการติดเชื้ออย่าง 100 เปอร์เซ็นต์

วิธีดูแลรักษาและการป้องกันตามมาตรฐานทางการแพทย์

การป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของวงการแพทย์ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนดังนี้

การรักษาคุณแม่ตั้งครรภ์

คุณแม่ที่ติดเชื้อเอชไอวีทุกคนจะต้องได้รับยาต้านไวรัส (Antiretroviral Therapy: ART) ทันทีที่ทราบว่าตั้งครรภ์ เพื่อกดปริมาณไวรัสในเลือดให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดก่อนถึงกำหนดคลอด

การจัดการในระหว่างคลอด

สูติแพทย์อาจพิจารณาให้ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง (Cesarean Section) ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เพื่อลดการสัมผัสกับสารคัดหลั่งในช่องคลอด และในบางกรณีอาจมีการให้ยาต้านไวรัสทางหลอดเลือดดำแก่แม่ในระหว่างรอคลอด

การดูแลทารกแรกเกิด

ทารกที่เกิดจากแม่ติดเชื้อเอชไอวี จะต้องได้รับยาต้านไวรัสชนิดน้ำ (Prophylactic Antiretroviral Drug) ทันทีหลังคลอด ภายใน 6 ชั่วโมงแรก และรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลา 4 ถึง 6 สัปดาห์ เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสที่อาจได้รับเข้ามาแบ่งตัวและก่อโรคในร่างกาย

ข้อห้ามเด็ดขาดเรื่องการให้นมบุตร

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามให้ทารกกินนมแม่จากผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีเด็ดขาดในประเทศไทยและประเทศที่มีความพร้อมทางสาธารณสุข เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงในการรับเชื้อผ่านทางน้ำนม แนะนำให้ใช้นมผงดัดแปลงสำหรับทารกแทนนมแม่ตลอดไป

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

เด็กที่เกิดจากแม่ติดเชื้อเอชไอวีแต่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องจนไม่ติดเชื้อ จะต้องได้รับวัคซีนพื้นฐานตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข แต่กุมารแพทย์จะต้องพิจารณาเป็นพิเศษในกลุ่มวัคซีนเชื้อเป็น (Live-attenuated vaccines) เช่น วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดหยอด (OPV) หรือวัคซีนป้องกันโรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน (MMR) โดยจะให้ได้ก็ต่อเมื่อผลการตรวจยืนยันแน่ชัดแล้วว่าเด็กไม่ติดเชื้อเอชไอวีและมีภูมิคุ้มกันร่างกายอยู่ในเกณฑ์ปกติเท่านั้น

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

  • ฝากครรภ์แต่เนิ่นๆ เพื่อรับการตรวจคัดกรองและรับยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ
  • รับประทานยาต้านไวรัสตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดเพื่อลดปริมาณไวรัสให้เป็นศูนย์
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของสูติแพทย์และกุมารแพทย์เรื่องรูปแบบการคลอด
  • ให้ทารกรับประทานยาต้านไวรัสหลังคลอดตามกำหนดอย่างเคร่งครัด
  • งดการให้นมบุตรโดยเด็ดขาดและใช้นมผงทดแทนตามคำแนะนำของแพทย์
  • มาพบแพทย์ตามนัดหมายเพื่อตรวจติดตามผลเลือดของทารกอย่างสม่ำเสมอ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down