ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เมื่อทารกท้องอืด ถ่ายยาก และอาเจียนเป็นสีเขียว: สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

"ลูกท้องอืดมาก ไม่ถ่ายมาหลายวัน พออาเจียนออกมากลายเป็นสีเขียวเหลือง เกิดจากอะไร" นี่คือคำถามที่คุณพ่อคุณแม่มักจะมาพบหมอด้วยความกังวลใจอย่างมาก ซึ่งอาการถ่ายยาก ท้องโตป่อง ร่วมกับอาเจียนปนน้ำดีในเด็กวัยทารก ไม่ใช่เพียงอาการท้องผูกธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ โรค Hirschsprung หรือโรคลำไส้โป่งพองแต่กำเนิด ที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจรักษาอย่างทันท่วงที

รู้จักโรค Hirschsprung และอาการแสดงทางระบบทางเดินอาหารที่เด่นชัด

โรค Hirschsprung เกิดจากการที่เซลล์ประสาทในผนังลำไส้ใหญ่ส่วนปลายไม่พัฒนาตามปกติมาตั้งแต่กำเนิด ส่งผลให้ลำไส้ใหญ่ส่วนนั้นไม่สามารถบีบตัวเพื่อขับเคลื่อนอุจจาระออกไปได้ ลำไส้ส่วนที่อยู่เหนือขึ้นมาจึงต้องทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดการขยายตัวโป่งพองขึ้นอย่างมาก

อาการแสดงทางระบบทางเดินอาหารที่เด่นชัดและถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ สามารถสังเกตได้ดังนี้:

  • ไม่ถ่ายขี้เทา (Meconium) ภายใน 24-48 ชั่วโมงแรกหลังคลอด: ทารกแรกเกิดปกติจะถ่ายอุจจาระครั้งแรกเป็นสีเขียวเข้มดำภายในวันแรก แต่เด็กที่เป็นโรคนี้มักจะไม่ถ่าย หรือถ่ายช้ากว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
  • ท้องอืดโตตึงอย่างต่อเนื่อง: เนื่องจากแก๊สและอุจจาระไม่สามารถระบายออกได้ ทำให้หน้าท้องของเด็กป่องตึง ผนังหน้าท้องอาจเห็นเส้นเลือดด่างชัดเจน
  • ถ่ายยาก ต้องสวนหรือกระตุ้นจึงจะถ่าย: เด็กจะมีอาการท้องผูกเรื้อรัง และเมื่อมีการกระตุ้นบริเวณทวารหนัก อุจจาระและลมอาจพุ่งทะลักออกมาอย่างรุนแรง (Explosive stool)

ทำไม "อาเจียนเป็นสีเขียว" จึงเป็นสัญญาณอันตรายขั้นวิกฤต

ในเด็กเล็กทั่วไป การแหวะนมมักเป็นสีขาวหรือสีนม แต่หากพบว่าทารกอาเจียนออกมาเป็น น้ำดีสีเขียวหรือสีเขียวเหลือง นั่นคือสัญญาณเตือนระดับวิกฤตที่บ่งบอกว่าเกิดการอุดตันในระบบทางเดินอาหารส่วนปลาย

เมื่อลำไส้ใหญ่ส่วนปลายถูกอุดกั้นจนอุจจาระและแก๊สไม่สามารถระบายออกทางทวารหนักได้ สิ่งต่างๆ ที่ย่อยแล้วจะตีกลับขึ้นมาสะสมในลำไส้เล็กและกระเพาะอาหาร น้ำดีที่หลั่งมาจากตับและถุงน้ำดีเพื่อย่อยไขมันจึงถูกดันย้อนกลับออกมากับการอาเจียน ภาวะนี้นอกจากจะทำให้เด็กสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรงแล้ว ยังเสี่ยงต่อภาวะลำไส้อักเสบติดเชื้อรุนแรง (Hirschsprung-associated enterocolitis) ซึ่งอาจอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ผลกระทบของการอุดกั้นในลำไส้ต่อภาวะโภชนาการและการเจริญเติบโต

การอุดกั้นของลำไส้อย่างเรื้อรังจาก โรค Hirschsprung ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการทางร่างกายและภาวะโภชนาการของทารกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้:

  • ภาวะน้ำหนักไม่ขึ้นตามเกณฑ์ (Failure to Thrive): เด็กจะรับประทานนมได้น้อยลงเนื่องจากแน่นท้อง ท้องอืด และอาเจียนบ่อยครั้ง ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต
  • การดูดซึมสารอาหารบกพร่อง: ลำไส้ที่โป่งพองและค้างด้วยอุจจาระจะเกิดการอักเสบเรื้อรัง ส่งผลให้ผนังลำไส้ดูดซึมวิตามินและสารอาหารจำเป็นได้ลดลง
  • การสูญเสียโปรตีนและเกลือแร่: ภาวะลำไส้อักเสบอาจทำให้เกิดการสูญเสียโปรตีนผ่านทางผนังลำไส้ ส่งผลให้เด็กดูซูบผอม แขนขาเล็ก แต่ท้องโตป่องอย่างเห็นได้ชัด

แนวทางการวินิจฉัยทางการแพทย์: การตรวจทางรังสีและการวัดความดันหูรูด

หากกุมารแพทย์สงสัยว่าเด็กอาจเป็น โรค Hirschsprung แพทย์จะส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษเพื่อยืนยันการวินิจฉัย ดังนี้:

1. การตรวจทางรังสีวิทยา (Radiological Investigations)

การเอกซเรย์ช่องท้องเบื้องต้นจะแสดงให้เห็นลำไส้ส่วนต้นที่ขยายตัวโป่งพองและมีลมสะสม จากนั้นแพทย์มักทำ Barium Enema หรือการสวนสารทึบรังสีเข้าทางทวารหนัก เพื่อดูตำแหน่งรอยต่อระหว่างลำไส้ส่วนปกติที่ขยายตัว กับลำไส้ส่วนปลายที่ตีบแคบเนื่องจากขาดเซลล์ประสาท (Transition Zone)

2. การประเมินความดันหูรูดทวารหนัก (Anorectal Manometry)

เป็นการใช้สายวัดความดันขนาดเล็กสอดเข้าบริเวณทวารหนักเพื่อประเมินการทำงานของหูรูด โดยปกติเมื่อมีแรงดันในลำไส้ตรง หูรูดทวารหนักชั้นในต้องคลายตัว แต่ในเด็กที่เป็น โรค Hirschsprung จะไม่พบการคลายตัวของหูรูดนี้

3. การตัดเนื้อตรวจ (Rectal Biopsy)

ถือเป็นวิธีมาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) โดยการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อเยื่อบุทวารหนักไปตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันการปราศจากเซลล์ประสาท (Ganglion cells)

คำแนะนำสำหรับคุณพ่อคุณแม่

หากพบว่าลูกน้อยมีอาการท้องอืดป่อง ไม่ถ่ายอุจจาระเองตามธรรมชาติ น้ำหนักไม่ขึ้น หรืออาเจียนเป็นน้ำดีสีเขียว ห้ามซื้อยาระบายหรือทำการสวนทวารเองโดยเด็ดขาด ควรพาน้องมาพบกุมารแพทย์หรือกุมารศัลยแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยโดยเร็วที่สุด การได้รับการวินิจฉัยและรักษาด้วยการผ่าตัดอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้เด็กกลับมารับประทานอาหาร เติบโต และมีคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์แข็งแรงได้ตามปกติ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down