ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกน้อยมีอาการลำไส้อักเสบแทรกซ้อนจากโรค Hirschsprung: ภาวะวิกฤตทางระบบทางเดินอาหารที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านที่ต้องดูแลลูกน้อยซึ่งป่วยเป็นโรคลำไส้โป่งพองแต่กำเนิด หรือโรคเฮิร์ชสปรุง (Hirschsprung's disease) มักจะได้รับคำแนะนำจากกุมารแพทย์เกี่ยวกับการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นช่วงก่อนได้รับการผ่าตัด หรือแม้แต่ช่วงหลังการผ่าตัดแก้ไขลำไส้ไปแล้วก็ตาม เมื่อใดก็ตามที่ลูกน้อยเริ่มมีอาการท้องเสียอย่างกะทันหัน ร่วมกับไข้สูงและท้องอืดตึง ขอให้ตระหนักไว้เสมอว่านี่อาจไม่ใช่เพียงโรคท้องร่วงธรรมดา แต่คือสัญญาณเตือนอันตรายของ ลำไส้อักเสบแทรกซ้อนจากโรค Hirschsprung หรือ Hirschsprung-associated Enterocolitis (HAEC) ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตทางระบบทางเดินอาหารในเด็กที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่งด่วนที่สุด

กลไกการเกิดภาวะลำไส้อักเสบแทรกซ้อนจากโรค Hirschsprung (HAEC)

โรค Hirschsprung เกิดจากการที่เซลล์ประสาทในผนังลำไส้ใหญ่ส่วนปลายไม่พัฒนาตามปกติ ส่งผลให้ลำไส้ส่วนนั้นไม่สามารถบีบตัวเพื่อขับอุจจาระออกไปได้ เกิดการอุดกั้นทางกายภาพและกลไก ทำให้อุจจาระค้างสะสมอยู่ในลำไส้ส่วนต้นจนเกิดการขยายใหญ่ขึ้น

เมื่ออุจจาระและแรงดันสะสมอยู่ในลำไส้เป็นเวลานาน จะส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารตามลำดับกลไกดังต่อไปนี้:

  • การคั่งค้างของอุจจาระและลม (Stasis): ทำให้เชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นในลำไส้เจริญเติบโตเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างผิดปกติ (Bacterial overgrowth)
  • การเสียสมดุลของชั้นเมือกปกป้องผิวลำไส้: แรงดันที่สูงขึ้นในโพรงลำไส้ร่วมกับสารพิษจากแบคทีเรีย จะทำลายชั้นเมือกเยื่อบุลำไส้ (Mucosal barrier) และทำให้เลือดไปเลี้ยงผนังลำไส้ได้น้อยลง เกิดภาวะเนื้อเยื่อขาดเลือด (Ischemia)
  • การรั่วซึมและการอักเสบลุกลาม: เมื่อเกราะป้องกันของเยื่อบุลำไส้ถูกทำลาย เชื้อแบคทีเรียและสารพิษจะซึมผ่านเข้าสู่ผนังลำไส้และหลอดเลือด เกิดการอักเสบรุนแรงทั่วทั้งลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่
ภาวะ HAEC สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในเด็กที่ยังไม่ได้รับการผ่าตัด และเด็กที่ได้รับการผ่าตัดต่อลำไส้แล้ว โดยมักพบความเสี่ยงสูงสุดในช่วงอายุขวบปีแรก และช่วง 2 ถึง 4 สัปดาห์แรกหลังการผ่าตัด

อาการแสดงวิกฤตที่ต้องพามาพบแพทย์ทันที

การจดจำและสังเกตอาการเตือนของการเกิดภาวะลำไส้อักเสบแทรกซ้อนจากโรค Hirschsprung เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยชีวิตลูกน้อยได้ อาการมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีความรุนแรงแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน โดยสัญญาณวิกฤตที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ได้แก่:

1. ท้องเสียอย่างรุนแรงและมีลักษณะผิดปกติ

ลูกน้อยจะมีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำในปริมาณมาก ถ่ายพุ่ง หรือถ่ายบ่อยผิดปกติ โดยอุจจาระมักมีกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง และอาจมีลักษณะเป็นมูกหรือปนเลือดสด ซึ่งเกิดจากการลอกหลุดของเยื่อบุลำไส้ที่อักเสบอย่างหนัก

2. ไข้สูง

เด็กมักมีไข้สูงกะทันหัน ซึ่งเป็นสัญญาณของการตอบสนองต่อการอักเสบรุนแรงและการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร

3. ท้องอืดตึงอย่างมาก

หน้าท้องของเด็กจะโป่งพองขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ท้องตึง เกร็ง และมีอาการปวดท้องรุนแรง สังเกตได้จากการที่ลูกน้อยร้องงอแงไม่หยุดเมื่อแตะโดนหน้าท้อง หรือดิ้นงอตัวด้วยความทรมาน

4. ซึม อ่อนแรง และมีภาวะขาดน้ำ

ผลจากการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ออกทางอุจจาระอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการติดเชื้อ จะทำให้เด็กมีอาการซึมลง ไม่เล่น ไม่ยอมกินนมหรืออาหาร ตาโหล ปากแห้ง ผิวหนังแห้ง และปัสสาวะออกน้อยลงอย่างชัดเจน

การรักษาภาวะวิกฤต: ยาปฏิชีวนะและการระบายอุจจาระอย่างทันท่วงที

เมื่อเด็กที่มีภาวะลำไส้อักเสบแทรกซ้อนจากโรค Hirschsprung มาถึงโรงพยาบาล ทีมแพทย์จะทำการประเมินและให้การรักษาฉุกเฉินทันทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยมีแนวทางการรักษาหลักดังนี้:

1. การปรับสมดุลสารน้ำและสัญญาณชีพ (Fluid Resuscitation)

แพทย์จะทำการให้สารน้ำและเกลือแร่ทางหลอดเลือดดำอย่างเร่งด่วน เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำ แก้ไขภาวะความดันโลหิตตก และป้องกันภาวะช็อกจากการขาดน้ำ

2. การให้ยาปฏิชีวนะครอบคลุมเชื้อทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Antibiotics)

การเริ่มยาปฏิชีวนะฤทธิ์กว้าง (Broad-spectrum Antibiotics) ทางหลอดเลือดดำโดยเร็วที่สุดมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อควบคุมการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคหลุดรอดเข้าสู่กระแสเลือด

3. การระบายอุจจาระและลมในลำไส้ (Bowel Decompression and Rectal Irrigation)

ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการลดแรงดันและล้างทำความสะอาดลำไส้ แพทย์หรือพยาบาลผู้เชี่ยวชาญจะทำการใส่สายยางเข้าทางทวารหนัก ร่วมกับการใช้น้ำเกลืออุ่นสวนล้างลำไส้ (Rectal Irrigation) อย่างนุ่มนวลเพื่อช่วยระบายอุจจาระที่คั่งค้าง ลม และสารพิษออกจากลำไส้ ซึ่งจะช่วยลดการขยายตัวของลำไส้และบรรเทาการอักเสบได้อย่างรวดเร็ว

4. การงดน้ำและอาหาร (NPO) และการงดใช้ยาลดการบีบตัวของลำไส้

เด็กจำเป็นต้องงดนมและอาหารทางปากชั่วคราว เพื่อให้ลำไส้ได้พัก และใส่สายยางทางจมูกถึงกระเพาะอาหาร (Nasogastric tube) เพื่อดูดระบายลมและน้ำย่อย ที่สำคัญคือ ห้ามให้ยารักษาอาการท้องเสียที่ยับยั้งการบีบตัวของลำไส้โดยเด็ดขาด เนื่องจากจะยิ่งทำให้อุจจาระและเชื้อโรคคั่งค้างรุนแรงขึ้น

การป้องกันและการเฝ้าระวังเพื่อป้องกันภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด

ภาวะลำไส้อักเสบแทรกซ้อนจากโรค Hirschsprung หากได้รับการรักษาล้าช้า อาจพัฒนารุนแรงไปสู่การเกิดภาวะเนื้อเยื่อลำไส้เน่าตาย ลำไส้ทะลุ และการติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ซึ่งนำไปสู่ภาวะช็อกจากการติดเชื้อ (Septic Shock) ที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง การป้องกันและเฝ้าระวังตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

  • เรียนรู้วิธีการสังเกตอาการและวัดรอบท้อง: คุณพ่อคุณแม่ควรบันทึกพฤติกรรมขับถ่ายของลูกเป็นประจำ หากพบว่าลูกเริ่มถ่ายยากขึ้น ท้องอืดโตขึ้น หรือมีลักษณะถ่ายเหลวผิดปกติ ให้รีบพามาพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีไข้
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำในการสวนล้างลำไส้ที่บ้าน: ในเด็กบางรายที่ยังไม่ได้ผ่าตัด หรือยังมีภาวะลำไส้บีบตัวไม่ดีหลังผ่าตัด แพทย์อาจสอนวิธีสวนล้างลำไส้ด้วยน้ำเกลือที่บ้านอย่างถูกวิธี คุณพ่อคุณแม่ควรทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ
  • ติดตามการรักษากับศัลยแพทย์เด็กอย่างต่อเนื่อง: การมาตรวจตามนัดทุกครั้งจะช่วยให้แพทย์ประเมินการทำงานของลำไส้ ประเมินว่ามีภาวะตีบแคบของข้อต่อลำไส้หลังผ่าตัดหรือไม่ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะ HAEC ซ้ำ
  • หลีกเลี่ยงการซื้อยารับประทานเอง: เมื่อลูกมีอาการท้องเสีย ห้ามซื้อยาหยุดถ่าย ยาปฏิชีวนะ หรือยาลดไข้รับประทานเองโดยไม่ผ่านการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

การดูแลเด็กที่เป็นโรค Hirschsprung จำเป็นต้องอาศัยความใส่ใจและความเข้าใจอย่างใกล้ชิดจากครอบครัว แม้ภาวะลำไส้อักเสบแทรกซ้อนจะเป็นภาวะวิกฤตที่น่ากังวล แต่หากคุณพ่อคุณแม่มีความรู้ สามารถสังเกตพบสัญญาณเตือนได้เร็ว และพาเด็กมารับการรักษาจากแพทย์อย่างทันท่วงที ก็จะช่วยให้ลูกน้อยผ่านพ้นภาวะวิกฤตนี้ได้อย่างปลอดภัย

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down