ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

"หมอครับ ทำไมคุณพ่อฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี แต่ปีนี้ยังติดเชื้อแล้วปอดอักเสบจนต้องนอนโรงพยาบาล"

คำถามนี้เป็นหนึ่งในประเด็นที่พบบ่อยที่สุดในห้องตรวจสร้างความกังวลใจและเคลือบแคลงใจให้กับญาติผู้ดูแลอย่างมาก หลายครอบครัวเริ่มหมดความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของวัคซีน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากความล้มเหลวของตัววัคซีนเองทั้งหมด แต่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของร่างกายเมื่อเราก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับประสิทธิภาพของวัคซีนรูปแบบเดิมที่เราใช้กันอยู่ทั่วไป

การทำความเข้าใจกลไกการทำงานของร่างกายผู้สูงวัย และการเลือกใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เหมาะสม จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยปกป้องคนที่คุณรักจากการเจ็บป่วยรุนแรงได้อย่างแท้จริง

ความเสื่อมถอยของภูมิคุ้มกันตามวัย (Immunosenescence) กับข้อจำกัดของวัคซีนขนาดมาตรฐาน

เมื่ออายุล่วงเลยผ่านวัย 65 ปี ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะเริ่มเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า Immunosenescence หรือภาวะภูมิคุ้มกันเสื่อมถอยตามวัย กระบวนการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ (T-cells) และบีเซลล์ (B-cells) ที่ทำหน้าที่จดจำและต่อสู้กับเชื้อโรคจะมีประสิทธิภาพลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้การตอบสนองต่อวัคซีนขนาดมาตรฐานลดลงตามไปด้วย

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ขนาดมาตรฐาน (Standard-dose vaccine) ที่ใช้กันทั่วไป มีปริมาณแอนติเจน (Antigen) หรือส่วนประกอบของเชื้อที่ใช้กระตุ้นภูมิคุ้มกันเพียง 15 ไมโครกรัมต่อสายพันธุ์ ซึ่งอาจเพียงพอสำหรับผู้ใหญ่ที่มีร่างกายแข็งแรง แต่สำหรับผู้สูงอายุ ปริมาณเท่านี้มักไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีในระดับที่สูงพอจะป้องกันการติดเชื้อหรือลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยเหตุนี้ การแพทย์ยุคปัจจุบันจึงได้พัฒนา วัคซีนไข้หวัดใหญ่ผู้สูงอายุ ชนิดประสิทธิภาพสูง (High-dose influenza vaccine) ขึ้นมาเพื่อแก้ไขข้อจำกัดนี้โดยเฉพาะ

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดประสิทธิภาพสูงประกอบด้วยแอนติเจนปริมาณ 60 ไมโครกรัมต่อสายพันธุ์ ซึ่งมากกว่าวัคซีนขนาดมาตรฐานถึง 4 เท่า

จากการศึกษาวิจัยทางคลินิกขนาดใหญ่พบว่า วัคซีนชนิดประสิทธิภาพสูงนี้สามารถกระตุ้นระดับภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุได้สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่แบบมีอาการสูงกว่าวัคซีนขนาดมาตรฐานถึงร้อยละ 24.2 ซึ่งช่วยลดอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจากภาวะแทรกซ้อนทางปอดและโรคหัวใจเฉียบพลันได้อย่างชัดเจน

ความจำเป็นของการรับวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้นร่วมด้วย

นอกเหนือจากไข้หวัดใหญ่แล้ว เชื้อไวรัสโควิด-19 ยังคงเป็นภัยคุกคามที่รุนแรงต่อระบบทางเดินหายใจส่วนล่างของผู้สูงอายุ องค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (CDC) ได้ปรับปรุงคำแนะนำล่าสุด โดยเน้นย้ำให้ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ควรได้รับวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้น (Booster dose) อย่างสม่ำเสมอ

สาเหตุที่ต้องรับเข็มกระตุ้นเนื่องจากภูมิคุ้มกันจากวัคซีนโควิด-19 จะลดลงอย่างรวดเร็วในผู้สูงอายุภายในเวลา 4-6 เดือน ประกอบกับการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่องของเชื้อไวรัส การได้รับวัคซีนรุ่นอัปเดตล่าสุดจึงช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการตรวจจับและทำลายเชื้อตัวใหม่ๆ ป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงจนลุกลามเป็นปอดอักเสบเฉียบพลัน

นวัตกรรมวัคซีนแห่งอนาคต (Next-Generation Vaccines) เพื่อผู้สูงวัยโดยเฉพาะ

วงการแพทย์และเวชศาสตร์ป้องกันไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การเพิ่มปริมาณแอนติเจนเท่านั้น แต่ยังมุ่งพัฒนาวัคซีนรูปแบบใหม่ๆ เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดทางภูมิคุ้มกันของผู้สูงอายุ อาทิเช่น:

  • วัคซีนที่มีสารเสริมฤทธิ์ (Adjuvanted Vaccines): มีการใส่สารกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพิ่มเติมเข้าไปในวัคซีน เพื่อช่วยดึงดูดและกระตุ้นเซลล์ผู้นำเสนอแอนติเจน (Antigen-presenting cells) ให้ทำงานได้ดีขึ้น แม้ในร่างกายที่มีภาวะภูมิคุ้มกันเสื่อมถอย
  • วัคซีนประเภทรีคอมบิแนนท์ (Recombinant Vaccines): ใช้เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมในการผลิตโปรตีนส่วนหนามของไวรัสที่บริสุทธิ์และมีความเข้มข้นสูง ช่วยลดโอกาสการเกิดอาการแพ้และให้ประสิทธิภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่เฉพาะเจาะจง
  • วัคซีนแพลตฟอร์ม mRNA: กำลังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยขั้นสูงเพื่อรวมวัคซีนไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 เข้าด้วยกันในเข็มเดียว ซึ่งนอกจากจะตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันที่เสื่อมสภาพได้ดีแล้ว ยังช่วยเพิ่มความสะดวกในการรับบริการ

การบริหารจัดการตารางเวลาฉีดวัคซีนร่วมกันเพื่อการป้องกันสูงสุด

คำถามที่พบบ่อยคือ "เราสามารถฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่และวัคซีนโควิด-19 พร้อมกันในวันเดียวได้หรือไม่"

คำตอบทางการแพทย์ตามแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานสากลคือ สามารถฉีดร่วมกันได้ในวันเดียวกัน โดยแนะนำให้ฉีดบริเวณกล้ามเนื้อต้นแขนคนละข้าง การรับวัคซีนร่วมกันนี้ไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงเพิ่มขึ้น และไม่ได้ลดทอนประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันของวัคซีนแต่ละชนิดลงแต่อย่างใด

การวางแผนฉีดวัคซีนทั้งสองชนิดร่วมกันเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยเพิ่มความครอบคลุมในการป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจส่วนล่างอักเสบเฉียบพลัน (Acute lower respiratory tract infection) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในผู้สูงอายุ โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเข้ารับการฉีดวัคซีนคือช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูฝนหรือฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงระบาดหลักของโรคทางเดินหายใจ

การเลือก วัคซีนไข้หวัดใหญ่ผู้สูงอายุ ชนิดประสิทธิภาพสูง ควบคู่กับการได้รับวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้นอย่างเหมาะสม ไม่เพียงแต่ช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยรุนแรงของคนที่คุณรักเท่านั้น แต่ยังเป็นการลดภาระทางสาธารณสุขและสร้างความอุ่นใจให้กับทุกคนในครอบครัวได้อย่างยั่งยืน

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down