ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความสำคัญของการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (EV71)

โรคเกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส โดยสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงและอันตรายถึงแก่ชีวิตมากที่สุดคือ เอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71 หรือ EV71) ซึ่งมักพบการระบาดในสถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาล การฉีดวัคซีนมือเท้าปากจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์รุนแรงนี้

1. ตารางการฉีดวัคซีนที่แนะนำและจำนวนเข็มเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัส EV71 มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อสายพันธุ์รุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแนวทางปฏิบัติทางเวชปฏิบัติที่แนะนำดังนี้

  • กลุ่มอายุที่เหมาะสม: แนะนำให้เริ่มฉีดในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือน จนถึง 5 ปี (หรืออายุไม่เกิน 6 ปี ขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้ของแต่ละวัคซีน) เนื่องจากเป็นกลุ่มวัยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงสูงสุด
  • จำนวนเข็มที่จำเป็น: ต้องได้รับวัคซีนทั้งหมดจำนวน 2 เข็ม
  • ระยะห่างระหว่างเข็ม: เข็มที่ 2 จะฉีดห่างจากเข็มแรกเป็นเวลา 1 เดือน (หรือ 4 สัปดาห์)
หมายเหตุ: วัคซีนชนิดนี้สามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนรุนแรง เช่น อาการทางสมอง และปอดบวมน้ำที่เกิดจากเชื้อ EV71 ได้เป็นอย่างดี แต่จะไม่สามารถป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัสสายพันธุ์อื่น เช่น Coxsackievirus ได้

2. การเตรียมตัวของบุตรหลานก่อนเข้ารับบริการฉีดวัคซีน

เพื่อให้การรับวัคซีนเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย ผู้ปกครองควรเตรียมความพร้อมให้บุตรหลานดังนี้

  • ตรวจสอบสุขภาพทั่วไป: เด็กต้องไม่มีไข้สูง หรือเจ็บป่วยเฉียบพลันในวันที่เข้ารับวัคซีน หากมีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น น้ำมูกไหลเล็กน้อยไม่มีไข้ สามารถฉีดได้ตามปกติ แต่อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์
  • เตรียมข้อมูลประวัติการแพทย์: นำสมุดบันทึกสุขภาพและการฉีดวัคซีนมาด้วยเสมอ และต้องแจ้งแพทย์ให้ทราบหากเด็กมีประวัติแพ้ยา แพ้อาหาร มีโรคประจำตัว หรือเคยมีอาการผิดปกติหลังรับวัคซีนครั้งก่อน
  • การสวมใส่เสื้อผ้า: สวมเสื้อผ้าที่หลวมสบาย เพื่อความสะดวกในการฉีดวัคซีน ซึ่งมักจะฉีดบริเวณกล้ามเนื้อต้นขาในเด็กเล็ก หรือกล้ามเนื้อต้นแขนในเด็กโต

3. อาการข้างเคียงทั่วไปและแนวทางการดูแลเบื้องต้นโดยผู้ปกครอง

หลังจากได้รับวัคซีน ร่างกายอาจมีปฏิกิริยาตอบสนองซึ่งเป็นอาการข้างเคียงทั่วไปที่พบได้บ่อยและไม่รุนแรง โดยมักหายได้เองภายใน 2-3 วัน ดังนี้

  • อาการบริเวณที่ฉีด: มีอาการปวด บวม แดง หรือร้อนบริเวณที่ฉีดวัคซีน วิธีดูแล: ประคบเย็นบริเวณที่ฉีดเพื่อลดอาการปวดบวม และหลีกเลี่ยงการบีบนวดบริเวณดังกล่าว
  • อาการทั่วร่างกาย: มีไข้ต่ำๆ งอแง อ่อนเพลีย หรือเบื่ออาหารเล็กน้อย วิธีดูแล: เช็ดตัวด้วยน้ำอุณหภูมิห้องเพื่อระบายความร้อน และสามารถให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามขนาดที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัวของเด็กทุก 4-6 ชั่วโมงหากมีไข้

4. อาการไม่พึงประสงค์รุนแรงที่ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

แม้ว่าโอกาสเกิดอาการแพ้รุนแรงจะมีน้อยมาก แต่ผู้ปกครองจำเป็นต้องสังเกตอาการของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วง 30 นาทีแรกหลังฉีด และในช่วง 2-3 วันแรก หากพบอาการดังต่อไปนี้ ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที

  • ปฏิกิริยาแพ้อย่างรุนแรง (Anaphylaxis): มีอาการหายใจลำบาก หอบเหนื่อย เสียงหายใจวี๊ด มีอาการบวมที่ใบหน้า ลำคอ ริมฝีปาก หรือเปลือกตา มีผื่นลมพิษขึ้นตามตัว ชีพจรเต้นเร็ว หรือหมดสติ
  • อาการทางระบบประสาท: เด็กมีอาการซึมลงมาก ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ ปลุกตื่นยาก ร้องกวนไม่หยุด หรือมีอาการชัก โดยเฉพาะอาการชักจากไข้สูง
  • อาการผิดปกติอื่นๆ: ไข้สูงลอยที่ไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้ มีอาการอาเจียนอย่างต่อเนื่อง หรือแขนขาอ่อนแรง

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ