ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจคุ้นเคยกับโรคมือเท้าปากดี อาการส่วนใหญ่ของโรคนี้มักไม่รุนแรงนัก เช่น มีไข้ต่ำ ผื่นขึ้นตามมือ เท้า และปาก พร้อมตุ่มน้ำใสๆ ที่มักหายได้เองในไม่กี่วัน แต่ในบางครั้ง โรคนี้ก็สามารถพลิกผันไปสู่ภาวะวิกฤตที่คุกคามชีวิตได้ โดยเฉพาะเมื่อเชื้อไวรัสบางสายพันธุ์ เช่น Enterovirus 71 (EV-A71) ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่อระบบประสาทและหัวใจ บทความนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่และผู้ดูแลทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงการวินิจฉัยที่แม่นยำและการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤต ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยชีวิตลูกน้อยของเรา

การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันเชื้อและประเมินความรุนแรง

เมื่อมีข้อสงสัยว่าลูกน้อยอาจป่วยเป็นโรคมือเท้าปาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีอาการที่บ่งชี้ถึงความรุนแรง การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการที่แม่นยำถือเป็นหัวใจสำคัญในการวางแผนการรักษา สิ่งแรกที่เราจะดำเนินการคือการเก็บตัวอย่างส่งตรวจเพื่อยืนยันชนิดของเชื้อไวรัส สาเหตุส่วนใหญ่ของโรคมือเท้าปากคือ Coxsackievirus A16 และ Enterovirus 71 (EV-A71) โดยเฉพาะสายพันธุ์หลังที่มักเกี่ยวข้องกับภาวะแทรกซ้อนรุนแรง การตรวจด้วยวิธี Polymerase Chain Reaction (PCR) จากสารคัดหลั่งบริเวณลำคอ อุจจาระ หรือในรายที่รุนแรงอาจเก็บจากน้ำไขสันหลัง จะช่วยยืนยันชนิดของเชื้อและประเมินความเสี่ยงต่อความรุนแรงของโรคได้

นอกจากการยืนยันเชื้อแล้ว การประเมินความรุนแรงของโรคต้องอาศัยการตรวจเลือดเพิ่มเติมหลายรายการ เช่น การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC) เพื่อดูภาวะเม็ดเลือดขาวสูง ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการอักเสบที่รุนแรง หรือการตรวจระดับ C-reactive protein (CRP) ที่เป็นดัชนีชี้วัดการอักเสบในร่างกาย นอกจากนี้ หากมีภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท แพทย์อาจพิจารณาเจาะน้ำไขสันหลังเพื่อตรวจวิเคราะห์เซลล์ โปรตีน และปริมาณน้ำตาล รวมถึงการตรวจ PCR เพื่อหาเชื้อไวรัสในน้ำไขสันหลังโดยตรง ซึ่งจะยืนยันภาวะสมองอักเสบ หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้อย่างแม่นยำ

การวินิจฉัยแยกโรคจากภาวะติดเชื้อไวรัสอื่น

ในทางปฏิบัติ เรามักจะพบผู้ป่วยเด็กที่มีไข้และผื่นคล้ายกับโรคมือเท้าปากอยู่เสมอ การวินิจฉัยแยกโรคจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าเรากำลังรักษาอาการที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่อาการเริ่มมีความคลุมเครือหรือมีความรุนแรง สิ่งที่เราต้องแยกออกจากโรคมือเท้าปากที่รุนแรง ได้แก่

  • Herpangina: เป็นการติดเชื้อไวรัสในกลุ่ม Enterovirus เช่นกัน แต่จะพบแผลเฉพาะในลำคอและเพดานอ่อนเป็นหลัก โดยไม่มีผื่นที่มือและเท้า
  • เริม (Herpes Simplex Virus): โดยเฉพาะในเด็กเล็ก อาจมีแผลในช่องปากและรอบๆ ปากคล้ายกัน แต่มักมีลักษณะเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำที่แตกง่ายและมีอาการเจ็บปวดมาก
  • แผลร้อนใน (Aphthous Stomatitis): เป็นแผลเดี่ยวๆ หรือหลายแผลในช่องปาก โดยไม่มีไข้หรือผื่นตามตัวร่วมด้วย และไม่ใช่การติดเชื้อไวรัส
  • อีสุกอีใส (Chickenpox): มีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใสทั่วร่างกาย รวมถึงในช่องปาก แต่ตำแหน่งและลักษณะการกระจายตัวของผื่นจะแตกต่างจากโรคมือเท้าปากอย่างชัดเจน
  • หัด (Measles) หรือหัดเยอรมัน (Rubella): มีผื่นขึ้นทั่วร่างกายและอาจมีอาการไข้สูง แต่ลักษณะของผื่นไม่ใช่ตุ่มน้ำใส และมีอาการอื่นๆ เช่น ไอ น้ำมูกไหล ตาแดง ร่วมด้วย

การซักประวัติ ตรวจร่างกาย และพิจารณาผลตรวจทางห้องปฏิบัติการประกอบกัน จะช่วยให้แพทย์สามารถแยกแยะโรคเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้การดูแลรักษาเป็นไปอย่างเหมาะสมและทันท่วงที

หลักเกณฑ์การรับผู้ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาลและการส่งต่อผู้ป่วยวิกฤต

เมื่อแพทย์วินิจฉัยและประเมินเบื้องต้นแล้วว่าอาการของโรคมือเท้าปากมีความรุนแรงเกินกว่าจะดูแลที่บ้าน หรือมีสัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อน จำเป็นต้องรับผู้ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาลทันที หลักเกณฑ์ที่เราใช้ในการพิจารณา ได้แก่

  • ไข้สูงต่อเนื่อง: โดยเฉพาะไข้ที่สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการซึมลง หรือมีภาวะชักจากไข้
  • ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท: เช่น ซึมลงผิดปกติ กระสับกระส่าย สับสน ปวดศีรษะมาก อาเจียนพุ่ง คอแข็ง เดินเซ มีอาการชักเกร็งผิดปกติ (myoclonic jerk) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของสมองอักเสบ หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • ภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือด: เช่น หายใจหอบเหนื่อย ตัวเขียว ชีพจรเต้นเร็วหรือผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ หรือมีอาการช็อก ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือภาวะน้ำท่วมปอดจากภาวะแทรกซ้อนทางสมอง
  • การรับประทานอาหารและน้ำได้น้อยมาก: จนอาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่

หากผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้ หรือมีการดำเนินโรคที่รวดเร็วและรุนแรง แพทย์จะพิจารณาส่งต่อผู้ป่วยไปยังหอผู้ป่วยวิกฤต (Pediatric Intensive Care Unit: PICU) ทันที ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือ และอุปกรณ์ในการเฝ้าระวังและให้การรักษาแบบประคับประคองได้อย่างใกล้ชิด ตลอด 24 ชั่วโมง

แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยในภาวะวิกฤตและการรักษาประคับประคอง

เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่การดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤต เป้าหมายหลักของเราคือการรักษาประคับประคองและจัดการกับภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะสำหรับโรคมือเท้าปาก การดูแลจึงมุ่งเน้นไปที่การประคองระบบต่างๆ ของร่างกายให้ทำงานได้ดีที่สุด

  • การจัดการไข้และอาการปวด: ใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล ร่วมกับการเช็ดตัวลดไข้ และยาบรรเทาอาการปวด เช่น ไอบูโปรเฟน เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้น และลดการใช้พลังงานของร่างกาย
  • การให้สารน้ำและเกลือแร่ทางหลอดเลือดดำ: เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานอาหารและน้ำทางปากได้เพียงพอ และรักษาสมดุลของเกลือแร่ในร่างกายอย่างใกล้ชิด
  • การเฝ้าระวังระบบหายใจ: หากผู้ป่วยมีภาวะหายใจลำบาก หรือมีภาวะน้ำท่วมปอด แพทย์อาจพิจารณาให้ยาขยายหลอดลม หรือยาขับปัสสาวะเพื่อลดปริมาณน้ำในปอด
  • การดูแลทางเดินหายใจและป้องกันภาวะสำลัก: ในผู้ป่วยที่ซึม หรือมีภาวะชัก อาจต้องมีการใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อป้องกันการสำลักและช่วยให้การหายใจมีประสิทธิภาพ

การดูแลประคับประคองเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยการประเมินอาการและปรับแผนการรักษาอย่างต่อเนื่องโดยทีมแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญในหอผู้ป่วยวิกฤต

บทบาทของอิมมูโนโกลบูลินทางหลอดเลือดดำ (IVIG)

ในภาวะที่โรคมือเท้าปากรุนแรงจนเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทที่สำคัญ เช่น สมองอักเสบ หรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วย อิมมูโนโกลบูลินทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Immunoglobulin: IVIG) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากพลาสมาของผู้บริจาคเลือดที่ประกอบด้วยภูมิคุ้มกัน (antibodies) ที่หลากหลาย

หลักการทำงานของ IVIG: แม้ว่า IVIG จะไม่ใช่ยาต้านไวรัสโดยตรง แต่มีบทบาทสำคัญในการปรับภูมิคุ้มกันของร่างกาย (immunomodulation) โดยจะช่วยลดการอักเสบที่รุนแรงในสมองและหัวใจ นอกจากนี้ อาจมีบทบาทในการจับกับเชื้อไวรัสโดยตรงเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อ หรือช่วยให้ร่างกายกำจัดเชื้อไวรัสได้เร็วขึ้น

ข้อบ่งชี้ในการใช้: การให้ IVIG มักพิจารณาในผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทที่รุนแรง เช่น มีอาการสมองอักเสบ ร่วมกับมีอาการเกร็งกระตุกผิดปกติ หรือมีอาการของกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบที่แสดงถึงความผิดปกติของระบบไหลเวียนโลหิต การตัดสินใจใช้ IVIG จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

การเฝ้าระวังและประเมินอาการทางระบบประสาทและหัวใจอย่างใกล้ชิด

ในผู้ป่วยวิกฤต สิ่งที่เราต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดคือการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทและหัวใจ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่ไวรัส EV-A71 มักเข้าทำลาย

การเฝ้าระวังระบบประสาท

การประเมินอาการทางระบบประสาทจะทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง รวมถึงการตรวจระดับความรู้สึกตัวโดยใช้ Glasgow Coma Scale (GCS) การสังเกตพฤติกรรม อาการชัก การตอบสนองของรูม่านตา และความผิดปกติของการเคลื่อนไหว หากพบความผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อย จะต้องรีบแจ้งแพทย์เพื่อประเมินและปรับแผนการรักษาทันที

การเฝ้าระวังระบบหัวใจและหลอดเลือด

กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง และเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในโรคมือเท้าปากรุนแรง ดังนั้น การเฝ้าระวังจึงมีความเข้มข้นสูง ประกอบด้วย

  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram: ECG) อย่างต่อเนื่อง เพื่อตรวจจับความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจ
  • การตรวจระดับเอนไซม์หัวใจ (Cardiac Enzymes) ในเลือด เช่น Troponin I หรือ CK-MB ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเสียหาย
  • การตรวจอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiogram) เพื่อประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจและลิ้นหัวใจ รวมถึงภาวะน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ
  • การวัดความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจ อย่างใกล้ชิด โดยอาจต้องใช้เครื่องมือวัดความดันโลหิตแบบต่อเนื่องผ่านหลอดเลือดแดง

การเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดนี้จะช่วยให้เราสามารถตรวจพบภาวะแทรกซ้อนได้อย่างรวดเร็วและให้การรักษาได้ทันท่วงที เพื่อลดความเสียหายต่ออวัยวะสำคัญเหล่านี้

การจัดการภาวะน้ำและเกลือแร่ในผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบในโรคมือเท้าปากรุนแรงเป็นความท้าทายในการดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะการจัดการเรื่องน้ำและเกลือแร่ ซึ่งต้องทำอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ

เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หัวใจอาจทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะน้ำเกินในร่างกายได้ง่าย ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะน้ำท่วมปอดและหัวใจล้มเหลวได้ ดังนั้น การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำจะต้องคำนวณปริมาณอย่างแม่นยำและเฝ้าระวังปริมาณปัสสาวะและน้ำที่ออกจากร่างกายอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวังภาวะเกลือแร่ในเลือด โดยเฉพาะโซเดียม (Sodium) ซึ่งอาจเกิดภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ (Hyponatremia) ได้ในผู้ป่วยที่มีภาวะสมองอักเสบ หรือมีการหลั่งฮอร์โมนต้านการขับปัสสาวะผิดปกติ (SIADH) การรักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับระบบประสาทและหัวใจ

แนวทางการใช้เครื่องช่วยหายใจ

ในผู้ป่วยวิกฤตบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่อระบบหายใจ เช่น ภาวะน้ำท่วมปอดจากระบบประสาท (neurogenic pulmonary edema) หรือภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Acute Respiratory Distress Syndrome: ARDS) จำเป็นต้องได้รับการดูแลด้วยเครื่องช่วยหายใจ

การตัดสินใจใช้เครื่องช่วยหายใจจะขึ้นอยู่กับการประเมินอาการทางคลินิก ระดับออกซิเจนในเลือด และความสามารถในการหายใจของผู้ป่วย ซึ่งอาจมีการใส่ท่อช่วยหายใจ (endotracheal intubation) เพื่อเชื่อมต่อกับเครื่องช่วยหายใจ โดยแพทย์และทีมพยาบาลจะปรับโหมดและค่าการตั้งค่าต่างๆ ของเครื่องช่วยหายใจให้เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยได้รับออกซิเจนเพียงพอและลดภาระการทำงานของปอดและหัวใจ การดูแลผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ เช่น ปอดอักเสบจากการติดเชื้อ (Ventilator-Associated Pneumonia: VAP)

มาตรฐานการควบคุมและป้องกันการติดเชื้อในหอผู้ป่วยวิกฤต

ในหอผู้ป่วยวิกฤต ซึ่งเป็นแหล่งรวมผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและมีการทำหัตถการต่างๆ มากมาย การควบคุมและป้องกันการติดเชื้อเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด โดยเฉพาะโรคมือเท้าปากที่แพร่กระจายได้ง่ายผ่านการสัมผัสโดยตรง สารคัดหลั่ง และอุจจาระ

มาตรฐานการควบคุมและป้องกันการติดเชื้อในหอผู้ป่วยวิกฤตประกอบด้วย:

  • การล้างมืออย่างเคร่งครัด: เป็นมาตรการที่สำคัญที่สุด บุคลากรทางการแพทย์และผู้เยี่ยมญาติทุกคนต้องล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือแอลกอฮอล์เจล ก่อนและหลังการสัมผัสผู้ป่วยทุกครั้ง
  • การสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment: PPE): เช่น ถุงมือ เสื้อคลุม และหน้ากากอนามัย เมื่อต้องดูแลผู้ป่วยหรือสัมผัสกับสารคัดหลั่ง
  • การแยกผู้ป่วย (Isolation): ผู้ป่วยโรคมือเท้าปากที่รุนแรงจะถูกแยกห้อง หรือดูแลในพื้นที่เฉพาะ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้ป่วยรายอื่น
  • การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสภาพแวดล้อม: ทำความสะอาดพื้นผิวและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สัมผัสผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม

การปฏิบัติตามมาตรฐานเหล่านี้อย่างเคร่งครัด จะช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อทั้งต่อผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และผู้มาเยี่ยมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down