เมื่อไข้ลดแต่ลูกบ่นปวดท้องใต้ชายโครงขวา สัญญาณอันตรายที่พ่อแม่ต้องตื่นตัว
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยและอันตรายที่สุดในโรคไข้เลือดออกคือ ความคิดที่ว่าเมื่อไข้ของลูกลดลงแปลว่าอาการกำลังดีขึ้น แท้จริงแล้ว ช่วงเวลาที่ไข้เริ่มลดลง (มักเป็นวันที่ 3-7 ของการเจ็บป่วย) คือช่วงเข้าสู่ระยะวิกฤตซึ่งเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดที่สุด หากลูกเริ่มบ่นปวดท้องเฉียบพลัน หรือในเด็กเล็กที่ยังพูดไม่ได้แต่มีท่าทางกระสับกระส่าย เอามือกุมท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะตับโตเฉียบพลันจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี
กลไกการอักเสบของตับและภาวะตับโตเฉียบพลันจากไวรัสเดงกี
ไวรัสเดงกีไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนโลหิตและเกล็ดเลือดเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติในการเข้าทำลายเซลล์ตับโดยตรง รวมถึงกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบอย่างรุนแรงในร่างกาย ส่งผลให้เกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลันและตับขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากตับมีเนื้อเยื่อหุ้มตับที่เรียกว่า Glisson's capsule ซึ่งมีเส้นประสาทรับความรู้สึกอยู่หนาแน่น เมื่อตับเกิดการขยายตัวและบวมโตอย่างเฉียบพลันจะไปยืดตึงเนื้อเยื่อหุ้มตับนี้ ส่งผลให้เกิด อาการปวดท้องจากตับโตในเด็ก โดยอาการปวดจะมีลักษณะตื้อๆ หรือเจ็บแปลบเฉียบพลันบริเวณใต้ชายโครงขวาซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตั้งของตับ
สังเกตอย่างไรเมื่อลูกน้อยปวดท้องแต่ยังบอกรายละเอียดไม่ได้
สำหรับเด็กโต การระบุตำแหน่งอาการปวดท้องค่อนข้างทำได้ชัดเจน แต่ในเด็กเล็กที่ยังมีข้อจำกัดทางการสื่อสาร คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องอาศัยการสังเกตพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด ดังนี้
- การกุมท้องและท่าทางการนอน: เด็กมักจะเอามือกุมหรือกดบริเวณชายโครงขวาบ่อยๆ หรือนอนตะแคงคู้ตัว งอเข่าชิดอกเพื่อลดแรงตึงที่หน้าท้อง
- ร้องไห้โยเยเมื่อถูกสัมผัส: เด็กจะร้องไห้เสียงดังหรือแสดงอาการต่อต้านเมื่อคุณพ่อคุณแม่พยายามอุ้มโดยช้อนบริเวณใต้ราวนมหรือชายโครงขวา
- ปฏิเสธอาหารและน้ำอย่างสิ้นเชิง: มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนบ่อยครั้งร่วมด้วย ซึ่งเกิดจากตับที่โตขึ้นไปเบียดกระเพาะอาหาร
การตรวจหน้าท้องโดยกุมารแพทย์: การคลำหาขอบตับและการประเมินความเจ็บปวด
เมื่อนำเด็กมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อแยกโรค โดยขั้นตอนสำคัญคือการตรวจหน้าท้อง
ในการตรวจรักษานั้น แพทย์จะให้เด็กนอนราบในท่าที่ผ่อนคลายที่สุด และใช้การคลำอย่างนุ่มนวล เริ่มต้นจากท้องน้อยด้านล่างขวาไล่ขึ้นไปหาชายโครงขวา เพื่อหาขอบตับที่ยื่นพ้นชายโครงลงมา ซึ่งในภาวะปกติของเด็กโตจะไม่สามารถคลำพบขอบตับได้ หรือหากพบในเด็กเล็กขอบตับจะนุ่มและไม่มีอาการเจ็บ
แต่ในกรณีของโรคไข้เลือดออก แพทย์จะคลำพบตับโตชัดเจน ขอบตับจะมีลักษณะค่อนข้างตึง และที่สำคัญคือเด็กจะแสดงอาการเจ็บปวดอย่างชัดเจนเมื่อมีการกดเบาๆ ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้สำคัญถึงการอักเสบเฉียบพลันของตับ
ความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรงของอาการปวดท้องกับภาวะช็อก
อาการปวดท้องจากตับโตในเด็ก ไม่ใช่อาการปวดท้องทั่วไป แต่เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนอันตรายที่สำคัญที่สุดของโรคไข้เลือดออก ความรุนแรงของอาการปวดท้องมักแปรผันตรงกับความรุนแรงของโรค
เมื่อตับอักเสบและบวมโตมากขึ้น ร่วมกับการรั่วไหลของพลาสมาออกนอกเส้นเลือด จะส่งผลให้ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ลดลงอย่างรวดเร็ว หากมีอาการปวดท้องรุนแรงร่วมกับอาการมือเท้าเย็น กระสับกระส่าย ปัสสาวะออกน้อย หรือชีพจรเต้นเร็วและเบาลง นี่คือสัญญาณบ่งชี้ว่าร่างกายของเด็กกำลังเข้าสู่ ภาวะช็อก ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตและต้องการการรักษาบำบัดรักษาทางเวชบำบัดวิกฤตทันที
คำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง
หากลูกหลานมีไข้สูงลอยมาแล้วหลายวัน และเริ่มมีอาการไข้ลดลงแต่อาการโดยรวมกลับแย่ลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากบ่นปวดท้องหรือกดเจ็บบริเวณใต้ชายโครงขวา ห้ามซื้อยาแก้ปวดท้องให้ลูกรับประทานเองเด็ดขาด และห้ามให้ยาในกลุ่มแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนเนื่องจากจะยิ่งทำให้เลือดออกง่ายขึ้น สิ่งที่ต้องทำทันทีคือการพาลูกไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยด่วนที่สุดเพื่อการตรวจวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างทันท่วงที