เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: เมื่อไข้หวัดธรรมดากลายเป็นอาการตัวเหลืองตาเหลือง
เมื่อสัปดาห์ก่อน มีคุณแม่พาลูกชายวัยประถมมาตรวจด้วยอาการไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย และเบื่ออาหารอย่างรุนแรงจนแทบไม่ยอมกลืนอาหารใดๆ เลย ตอนแรกคุณแม่คิดว่าเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา จนกระทั่งผ่านไปสองวัน คุณแม่เริ่มสังเกตเห็นว่าตาขาวของลูกเริ่มมีสีเหลืองจางๆ และปัสสาวะมีสีเข้มจัดคล้ายน้ำชาเข้มข้น นี่คืออาการคลาสสิกของโรคไวรัสตับอักเสบชนิดเอที่แพทย์มักจะพบได้บ่อยในคลินิกเด็กและแผนกผู้ป่วยนอก ซึ่งเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ง่ายด้วยการฉีดวัคซีนอย่างถูกต้อง
ความแตกต่างในการดำเนินโรคและความรุนแรง: ไวรัสตัวเดียวกันแต่ทางเดินต่างกัน
ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) มีความแตกต่างจากไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซีอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของช่องทางการติดต่อและการดำเนินโรค โดยไวรัสชนิดนี้ติดต่อผ่านทางเดินอาหารเป็นหลัก จากการรับประทานอาหาร น้ำดื่ม ผักผลไม้ หรือภาชนะที่ปนเปื้อนเชื้อจากอุจจาระของผู้ติดเชื้อ ขณะที่ชนิดบีและซีจะติดต่อทางเลือด การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือเพศสัมพันธ์
แม้ว่าไวรัสตับอักเสบเอจะไม่ก่อให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรังหรือนำไปสู่มะเร็งตับเหมือนชนิดบีและซี แต่ความน่ากลัวของโรคนี้อยู่ที่ความรุนแรงในระยะเฉียบพลัน ในเด็กเล็กอาการมักจะไม่รุนแรงหรืออาจไม่มีอาการเลย ทำให้แพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว แต่ในผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว โรคนี้สามารถทำให้เกิดภาวะตับอักเสบรุนแรง ตัวเหลืองตาเหลืองอย่างหนัก และในรายที่โชคร้ายอาจเกิดภาวะตับวายเฉียบพลันซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้ การได้รับ วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ จึงเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกคนในครอบครัว
ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์และตารางการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอที่ได้มาตรฐาน
ตามแนวทางการรักษาของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยและราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ได้กำหนดมาตรฐานตารางการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาวไว้ดังนี้
- ตารางฉีดสำหรับเด็ก: แนะนำให้เริ่มฉีดเข็มแรกได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป (12 เดือน) และฉีดเข็มที่สองห่างจากเข็มแรก 6 ถึง 12 เดือน เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้อยู่ในระดับสูงและคงอยู่ยาวนานนับสิบปี
- ตารางฉีดสำหรับผู้ใหญ่: สำหรับผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน แนะนำให้ฉีด วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ จำนวน 2 เข็ม ห่างกัน 6 ถึง 12 เดือนเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับอาหาร นักเดินทางที่จะไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด และบุคลากรทางการแพทย์
ทำไมผู้ป่วยโรคตับเรื้อรังจึงจำเป็นต้องได้รับวัคซีนอย่างเร่งด่วน
สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะตับอักเสบเรื้อรังจากสาเหตุอื่นอยู่แล้ว เช่น ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีหรือซีเรื้อรัง ผู้ป่วยไขมันพอกตับ หรือผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็ง การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอซ้ำซ้อนเปรียบเสมือนการซ้ำเติมเนื้อตับที่เหลืออยู่น้อยนิดให้เสียหายรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว
การติดเชื้อซ้ำซ้อนในผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง สามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะตับวายเฉียบพลันแทรกซ้อนบนตับเรื้อรัง ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงมาก แพทย์จึงแนะนำอย่างยิ่งว่า ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรังทุกรายที่ตรวจเลือดแล้วพบว่ายังไม่มีภูมิคุ้มกัน ควรรีบเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันให้ครบถ้วนทันทีเพื่อความปลอดภัย
แนวทางการป้องกันโรคหลังสัมผัสเชื้อด่วน: วิธีรับมือภายในระยะเวลากำหนด
หากทราบว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดเพิ่งสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ (เช่น รับประทานอาหารร่วมกัน หรือใช้ภาชนะร่วมกัน) ระยะเวลาคือสิ่งสำคัญที่สุด โดยต้องดำเนินการป้องกันหลังสัมผัสเชื้อภายใน 14 วันหลังจากการสัมผัสเชื้อครั้งสุดท้ายตามแนวทางดังต่อไปนี้
1. ผู้ที่มีอายุ 1 ปี ถึง 40 ปี และมีสุขภาพแข็งแรงดี
แนะนำให้รับการฉีด วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ จำนวน 1 เข็มทันที ซึ่งสามารถป้องกันการพัฒนาของโรคและกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้รวดเร็วทันเวลา
2. ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี, ทารกอายุน้อยกว่า 1 ปี, ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง
กลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง แนะนำให้ใช้อิมมูโนโกลบูลิน (Human Normal Immunoglobulin) ร่วมด้วย หรือเลือกใช้อิมมูโนโกลบูลินเป็นหลัก เนื่องจากร่างกายต้องการระดับภูมิคุ้มกันที่พร้อมใช้งานทันทีในการยับยั้งไวรัสไม่ให้เข้าทำลายเซลล์ตับ
นอกเหนือจากการรับวัคซีนแล้ว การรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน เช่น การล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ การรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ร้อนๆ และการแยกใช้ภาชนะส่วนบุคคล ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญร่วมกับการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทุกคนในบ้าน