ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ตัวเหลือง ตาเหลือง และคลื่นไส้อาเจียนในไตรมาสสาม สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม

เมื่ออายุครรภ์เดินทางเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้าย คุณแม่หลายคนอาจเริ่มนับถอยหลังรอวันที่จะได้พบหน้าลูกน้อยด้วยความตื่นเต้น ทว่าในความราบรื่นนั้น บางครั้งร่างกายอาจส่งสัญญาณเตือนบางอย่างที่ห้ามมองข้ามเด็ดขาด อาการคลื่นไส้อาเจียนที่เคยหายไปตั้งแต่ไตรมาสแรก หากย้อนกลับมารบกวนอีกครั้งอย่างรุนแรง ร่วมกับสังเกตเห็นว่าปัสสาวะมีสีเข้มขึ้น ตาและผิวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติของการตั้งครรภ์ใกล้คลอด แต่เป็นสัญญาณอันตรายของภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน และกลุ่มอาการที่รุนแรงอย่าง HELLP Syndrome และ AFLP ที่ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเร่งด่วนที่สุด

ทำความเข้าใจพยาธิสภาพของโรคไขมันสะสมในตับเฉียบพลันขณะตั้งครรภ์ (AFLP) และ HELLP Syndrome

ภายใต้กลไกทางสรีรวิทยาของการตั้งครรภ์ ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลเพื่อรองรับทารกในครรภ์ แต่ในบางกรณี ความผิดปกติในระดับเซลล์อาจก่อให้เกิดโรคที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

โรคไขมันสะสมในตับเฉียบพลันขณะตั้งครรภ์ (Acute Fatty Liver of Pregnancy หรือ AFLP) เกิดจากความบกพร่องในกระบวนการย่อยสลายกรดไขมัน (Fatty acid oxidation) ของไมโตคอนเดรีย โดยมักสัมพันธ์กับความผิดปกติทางพันธุกรรมในการทำงานของเอนไซม์ LCHAD ของทารก ทำให้กรดไขมันสายยาวที่ย่อยไม่ได้ไหลเวียนกลับเข้าสู่กระแสเลือดของมารดา และเข้าไปสะสมเป็นหยดไขมันขนาดเล็ก (Microvesicular fat) ในเซลล์ตับของคุณแม่ ส่งผลให้เซลล์ตับถูกทำลายและสูญเสียหน้าที่การทำงานอย่างเฉียบพลัน

ในขณะที่ HELLP Syndrome เป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่มักพัฒนามาจากภาวะครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia) มีพยาธิสภาพหลักอยู่ที่ความผิดปกติของหลอดเลือดและการทำงานของรก ส่งผลให้เกิดการอักเสบของผนังหลอดเลือดทั่วร่างกาย มีการกระตุ้นให้เกล็ดเลือดไปเกาะกลุ่มกันจนเกิดลิ่มเลือดขนาดเล็กอุดตันตามหลอดเลือดฝอย นำไปสู่การแตกทำลายของเม็ดเลือดแดง (Hemolysis) การขาดเลือดของเซลล์ตับจนทำให้เอนไซม์ตับสูงขึ้น (Elevated Liver enzymes) และภาวะเกล็ดเลือดต่ำจากการถูกใช้งานอย่างหนัก (Low Platelets)

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: เครื่องมือสำคัญในการรักษาชีวิต

เมื่อพบคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง และคลื่นไส้อาเจียนรุนแรงในไตรมาสสาม แพทย์จำเป็นต้องดำเนินการสืบค้นทางห้องปฏิบัติการอย่างเร่งด่วน การตรวจการทำงานของตับและไตเพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยแยกแยะโรคและประเมินความรุนแรงของภาวะดังกล่าว

  • การประเมินค่าเอนไซม์ตับ (AST และ ALT): ในภาวะตับอักเสบเฉียบพลันจาก AFLP หรือ HELLP Syndrome ค่า AST (Aspartate Aminotransferase) และ ALT (Alanine Aminotransferase) จะสูงขึ้นอย่างเด่นชัด ซึ่งสะท้อนถึงการบาดเจ็บและถูกทำลายของเซลล์ตับโดยตรง
  • การตรวจปริมาณเกล็ดเลือด (Platelet Count): เกล็ดเลือดที่ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว (มักต่ำกว่า 100,000 เซลล์ต่อไมโครลิตร) เป็นดัชนีชี้วัดสำคัญของ HELLP Syndrome ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกไม่หยุด
  • การประเมินการทำงานของไตและการแข็งตัวของเลือด: การตรวจค่า Creatinine และ Uric acid จะช่วยประเมินว่ามีภาวะไตวายเฉียบพลันแทรกซ้อนเข้ามาด้วยหรือไม่ ขณะที่การตรวจ Coagulation profile (เช่น PT, PTT, Fibrinogen) มีความจำเป็นอย่างยิ่งในรายที่สงสัยภาวะ AFLP เพื่อเฝ้าระวังภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติในหลอดเลือดแบบแพร่กระจาย (DIC) ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

การวินิจฉัยที่รวดเร็วและการตัดสินใจทำคลอดทันทีเพื่อความปลอดภัย

เมื่อเผชิญกับภาวะ AFLP หรือ HELLP Syndrome เวลาทุกนาทีมีค่าต่อชีวิตของทั้งมารดาและทารก เนื่องจากพยาธิสภาพของทั้งสองโรคนี้ถูกขับเคลื่อนโดยตรงจากภาวะตั้งครรภ์และการทำงานของรก ดังนั้น การรักษาที่จำเพาะและได้ผลดีที่สุดคือ “การยุติการตั้งครรภ์หรือการทำคลอดโดยเร็วที่สุด”

เมื่อการวินิจฉัยแน่ชัด การยื้อเวลาในการตั้งครรภ์ออกไปไม่ได้ช่วยให้อาการดีขึ้น แต่กลับจะเพิ่มอัตราการเสียชีวิตของมารดาและทารกอย่างทวีคูณ

ก่อนการทำคลอด ทีมแพทย์จะทำการประคับประคองอาการของคุณแม่ให้อยู่ในสถานะที่ปลอดภัยที่สุด เช่น การให้ยาป้องกันอาการชัก (Magnesium sulfate) การควบคุมระดับความดันโลหิต การให้สารน้ำและส่วนประกอบของเลือด เช่น เกล็ดเลือดเข้มข้น หรือพลาสมาแช่แข็งในรายที่มีภาวะเลือดออกง่าย และเมื่อผู้ป่วยมีสัญญาณชีพที่คงที่ในระดับหนึ่ง การตัดสินใจทำคลอดทันทีไม่ว่าจะด้วยวิธีเหนี่ยวนำการคลอดหรือการผ่าตัดคลอด จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยหยุดยั้งกระบวนการทำลายล้างภายในร่างกาย และเปิดโอกาสให้ตับและไตของคุณแม่ค่อยๆ ฟื้นฟูกลับคืนสู่สภาพปกติหลังคลอด

ความใส่ใจในอาการผิดปกติเพียงเล็กน้อยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์สามารถเปลี่ยนผลลัพธ์จากวิกฤตให้กลายเป็นความปลอดภัยได้ การฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอและการสังเกตอาการตนเองอยู่เสมอ หากมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงขวาอย่างรุนแรง การรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียดทันที จะช่วยให้การวินิจฉัยและรักษาเป็นไปอย่างทันท่วงที เพื่อปกป้องสองชีวิตที่สำคัญที่สุดให้ปลอดภัยและแข็งแรงร่วมกัน

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down