ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เสียงหัวใจฟิ้วที่เปลี่ยนไป: สัญญาณเตือนภัยเงียบหลังอาการเจ็บคอในเด็ก

หลายสัปดาห์ก่อนหน้า เด็กคนหนึ่งอาจมีอาการเจ็บคอ กลืนลำบาก และมีไข้ต่ำๆ ซึ่งตรวจพบว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ (Group A Streptococcus) ที่คอหอยและต่อมทอนซิล หลังจากได้รับยาปฏิชีวนะจนอาการทุเลาลง คุณพ่อคุณแม่มักเบาใจว่าโรคได้สงบลงแล้ว แต่เมื่อถึงวันนัดตรวจติดตามอาการ กุมารแพทย์กลับใช้หูฟังทาบลงบนหน้าอกของเด็ก แล้วพบเสียงกระแสเลือดพัดผ่านหัวใจที่ผิดปกติไป หรือที่เรียกว่า เสียงฟิ้ว (Heart murmur) ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน เหตุการณ์นี้มักนำไปสู่ความกังวลใจของครอบครัว และเป็นจุดเริ่มต้นของการสืบค้นโรคหัวใจที่ซ่อนอยู่ตามหลังการติดเชื้อทางเดินหายใจ

เมื่อภูมิคุ้มกันจำสับสน: กลไกพยาธิสภาพของอาการลิ้นหัวใจอักเสบ

ภาวะลิ้นหัวใจอักเสบ (Valvulitis) ที่เกิดขึ้นตามหลังการติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัสนั้น ไม่ได้เกิดจากการที่เชื้อแบคทีเรียเดินทางไปกัดกินหรือทำลายหัวใจโดยตรง แต่เป็นผลมาจากกระบวนการทางภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำงานผิดพลาด หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า ปฏิกิริยาข้ามกลุ่ม (Molecular Mimicry)

โครงสร้างบางส่วนของเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ มีลักษณะทางโปรตีนที่คล้ายคลึงกับเนื้อเยื่อของร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะโปรตีนที่อยู่บริเวณลิ้นหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจ เมื่อร่างกายสร้างแอนติบอดีและส่งสารภูมิคุ้มกันออกไปเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย สารภูมิคุ้มกันเหล่านี้กลับเกิดความสับสนและเข้าโจมตีเนื้อเยื่อลิ้นหัวใจของตนเอง ก่อให้เกิดการอักเสบเฉียบพลันตามมา

กระบวนการอักเสบนี้ทำให้ลิ้นหัวใจเกิดอาการบวม แดง และสูญเสียความยืดหยุ่น ส่งผลให้ลิ้นหัวใจไม่สามารถปิดได้สนิท หรือเปิดได้ไม่กว้างเท่าเดิม เมื่อหัวใจบีบตัวเพื่อสูบฉีดเลือด กระแสเลือดที่เคยไหลเวียนเป็นระเบียบจะเกิดการไหลย้อนกลับหรือเกิดความปั่นป่วน ความปั่นป่วนนี้เองที่ส่งผ่านผนังทรวงอกออกมาเป็น เสียงฟิ้ว (Heart murmur) ที่กุมารแพทย์สามารถตรวจพบได้ผ่านหูฟังตรวจโรค

ลิ้นหัวใจสองตำแหน่งสำคัญที่ตกเป็นเป้าหมายของการอักเสบ

ในบรรดาลิ้นหัวใจทั้งหมด สารภูมิคุ้มกันมักพุ่งเป้าโจมตีลิ้นหัวใจฝั่งซ้ายซึ่งต้องรับแรงดันสูงจากการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย โดยลิ้นหัวใจที่มักเกิดความเสียหายบ่อยที่สุด ได้แก่:

  • ลิ้นหัวใจไมตรัล (Mitral Valve): เป็นลิ้นหัวใจที่กั้นระหว่างหัวใจห้องบนซ้ายและห้องล่างซ้าย ลิ้นหัวใจนี้มักเป็นตำแหน่งแรกและตำแหน่งที่เกิดความเสียหายรุนแรงที่สุดจากการอักเสบ ทำให้เกิดภาวะลิ้นหัวใจไมตรัลรั่ว (Mitral Regurgitation) ส่งผลให้เลือดไหลย้อนกลับขึ้นไปที่ปอด
  • ลิ้นหัวใจเอออร์ติก (Aortic Valve): เป็นลิ้นที่กั้นระหว่างหัวใจห้องล่างซ้ายกับหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกาย เมื่อเกิดการอักเสบร่วมด้วย จะทำให้เกิดภาวะลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว (Aortic Regurgitation) หรือลิ้นหัวใจตีบ ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นอย่างมากเพื่อคงระดับการสูบฉีดเลือดให้เพียงพอ

การยืนยันวินิจฉัยด้วยการตรวจคลื่นสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram)

เมื่อกุมารแพทย์ตรวจพบเสียงฟิ้วที่ผิดปกติจากการฟังเสียงหัวใจ ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดและเป็นมาตรฐานทองคำในการประเมินคือ การส่งตรวจคลื่นสะท้อนความถี่สูงส่วนหัวใจ หรือการทำอัลตราซาวนด์หัวใจ (Echocardiogram)

การตรวจวิธีนี้มีความปลอดภัยสูง ไม่เจ็บปวด และช่วยให้แพทย์สามารถเห็นโครงสร้างหัวใจของเด็กได้ในขณะที่หัวใจกำลังทำงานจริง โดยประโยชน์ของการทำ Echocardiogram ประกอบด้วย:

  • สามารถตรวจจับการบวมหนาและรอยโรคของลิ้นหัวใจ เพื่อยืนยันการเกิดภาวะลิ้นหัวใจอักเสบได้อย่างแม่นยำ แม้ในรายที่อาการแสดงทางคลินิกยังไม่ชัดเจน
  • ประเมินระดับความรุนแรงของการรั่วหรือการตีบของลิ้นหัวใจไมตรัลและลิ้นหัวใจเอออร์ติก
  • วัดประสิทธิภาพการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจและดูขนาดของห้องหัวใจที่อาจโตขึ้นจากการต้องแบกรับปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้น

แนวทางการรักษาประคับประคองและการติดตามผลในระยะยาว

การจัดการภาวะลิ้นหัวใจอักเสบจากไข้รูมาติกเฉียบพลันหลังการติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัส มุ่งเน้นไปที่การลดการอักเสบและการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายถาวรแก่ลิ้นหัวใจจนกลายเป็นโรคลิ้นหัวใจพิการรูมาติกในอนาคต

ในระยะเฉียบพลัน แพทย์จะพิจารณาให้ยาลดการอักเสบกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์หรือยาแอสไพรินเพื่อควบคุมการอักเสบของเนื้อเยื่อหัวใจ ร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อสเตรปโตค็อกคัสที่อาจยังหลงเหลืออยู่ และการให้ยาประคับประคองการทำงานของหัวใจหากผู้ป่วยมีสัญญาณของภาวะหัวใจล้มเหลว เช่น เหนื่อยง่าย หายใจหอบ หรือเลี้ยงไม่โต

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ครอบครัวต้องตระหนักคือ การนัดหมายตรวจติดตามระยะยาว (Long-term follow-up) เด็กที่เคยผ่านภาวะนี้จำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อซ้ำในระยะยาวตามแผนการรักษาของแพทย์อย่างเคร่งครัด เนื่องจากหากมีการติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัสซ้ำอีกครั้ง ร่างกายจะกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันมาทำลายลิ้นหัวใจเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ลิ้นหัวใจเกิดพังผืด ยึดเกาะ และตีบตันอย่างถาวร ซึ่งในท้ายที่สุดอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเมื่อเติบโตขึ้น

การเฝ้าระวังอาการเจ็บคอในเด็กและการปฏิบัติตามคำแนะนำของกุมารแพทย์อย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการรักษาหัวใจดวงน้อยให้แข็งแรงและเติบโตอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down