เมื่อเสียงครืดคราดในอกของลูกน้อย ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม
เวลาที่หมอนั่งตรวจคนไข้ในคลินิกเด็ก สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่มักจะปรึกษาด้วยความกังวลใจอยู่เสมอก็คือ เสียงหายใจครืดคราดเหมือนมีอะไรติดอยู่ในคอของลูกน้อย โดยเฉพาะในเด็กทารกแรกเกิดจนถึงวัยไม่กี่เดือน อาการมีเสมหะในเด็กเล็กนั้นแตกต่างจากผู้ใหญ่ค่อนข้างมาก เนื่องจากระบบทางเดินหายใจของพวกเขายังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ หลอดลมมีขนาดเล็กและแคบมาก เพียงแค่มีน้ำมูกหรือเสมหะเหนียวๆ ปริมาณเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้เกิดเสียงดังเวลาหายใจ และสร้างความอึดอัดให้เจ้าตัวเล็กได้อย่างมหาศาลแล้ว
จมูกตัน เสมหะติดคอ อุปสรรคชิ้นใหญ่ที่ทำให้ลูกดูดนมได้น้อยลง
ทารกวัยแรกเกิดถึงประมาณ 6 เดือน มีธรรมชาติการหายใจที่พิเศษอย่างหนึ่งคือ พวกเขาจะหายใจทางจมูกเป็นหลักเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ในขณะที่กำลังดูดนม ไม่ว่าจะเป็นนมแม่หรือนมขวด ลองจินตนาการดูว่า หากจมูกของลูกมีน้ำมูกอุดตัน หรือในลำคอมีเสมหะเหนียวข้นขวางทางเดินหายใจอยู่ ลูกจะไม่สามารถดูดนมและหายใจไปพร้อมๆ กันได้เลย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ลูกจะดูดนมได้เพียงไม่กี่อึก แล้วต้องปล่อยหัวนมหรือจุกนมออกมาเพื่ออ้าปากหายใจเอาอากาศเข้าปอด ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้เกิดผลกระทบของเสมหะต่อการดูดนม การนอนหลับ และการเจริญเติบโตของทารกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ลูกจะเริ่มหงุดหงิด ร้องไห้งอแง ปฏิเสธการเข้าเต้า หรือบางครั้งก็กลืนลมเข้าไปในท้องมากเกินไปจนเกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง และอาเจียนนมออกมาในที่สุด
ท่านอนราบกับเสมหะเหนียวข้น ตัวการทำลายค่ำคืนอันแสนสงบ
เมื่อถึงเวลานอน ปัญหาเสมหะจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เพราะเมื่อลูกนอนราบ เสมหะที่เคยอยู่บริเวณส่วนหลังของจมูกจะไหลลงมารวมกันที่บริเวณลำคอตามแรงโน้มถ่วง ประกอบกับกล้ามเนื้อทางเดินหายใจที่หย่อนตัวลงขณะหลับ ทำให้ทางเดินหายใจที่แคบอยู่แล้วยิ่งแคบลงไปอีก ลูกจะเริ่มหายใจลำบาก ต้องใช้แรงในการหายใจมากขึ้น บางครั้งอาจสะดุ้งตื่นขึ้นมาร้องไห้กลางดึกเพราะรู้สึกเหมือนหายใจไม่ทัน หรือมีอาการไอโขลกๆ จนสำรอกนมออกมา การสะดุ้งตื่นบ่อยๆ นี้ส่งผลให้วงจรการนอนหลับตามธรรมชาติของทารกถูกขัดจังหวะ ร่างกายไม่ได้เข้าสู่ช่วงหลับลึกอย่างที่ควรจะเป็น
กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตของลูกน้อยอย่างไร
หลายคนอาจสงสัยว่า แค่มีเสมหะชั่วคราวจะส่งผลถึงขั้นการเจริญเติบโตเลยหรือ คำตอบทางการแพทย์คือ ส่งผลอย่างแน่นอน หากอาการนี้เรื้อรังหรือเป็นบ่อยๆ ในช่วงขวบปีแรก เนื่องจากช่วงนี้เป็นเวลาทองของการเจริญเติบโตทั้งทางร่างกายและสมอง ซึ่งขับเคลื่อนด้วยสองปัจจัยหลัก คือ สารอาหารที่ครบถ้วน และโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ที่จะหลั่งออกมาอย่างเต็มที่ในช่วงที่ทารกหลับลึกเท่านั้น เมื่อลูกมีเสมหะจนดูดนมได้น้อยลง ร่างกายก็จะได้รับพลังงานและสารอาหารไม่เพียงพอ ซ้ำร้ายการนอนหลับที่ขาดตอนยังขัดขวางการหลั่งโกรทฮอร์โมน ทำให้ส่วนสูงและน้ำหนักตัวของลูกไม่เพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ที่ควรจะเป็น พัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้ในตอนกลางวันก็อาจลดลงเนื่องจากความอ่อนเพลียสะสม
วิธีดูแลเบื้องต้นเพื่อช่วยให้ลูกน้อยหายใจโล่งและสบายตัวขึ้น
หากพบว่าลูกน้อยเริ่มมีอาการหายใจครืดคราดจากเสมหะ คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยบรรเทาอาการได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้
- การหยดน้ำเกลือและช่วยดูดน้ำมูก: ใช้ยาหยดจมูกสูตรน้ำเกลือปราศจากเชื้อ หยดเข้าจมูกลูกข้างละ 1-2 หยด เพื่อให้น้ำมูกและเสมหะที่เหนียวข้นอ่อนตัวลง จากนั้นใช้ลูกยางแดงหรืออุปกรณ์ดูดน้ำมูกช่วยดูดออกเบื้องต้น
- ปรับท่านอนให้ศีรษะสูงขึ้นเล็กน้อย: ใช้ผ้าขนหนูพับหนุนใต้ฟูกนอนของลูก เพื่อให้ส่วนหัวสูงขึ้นประมาณ 15-30 องศา วิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เสมหะไหลย้อนลงไปอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ
- เพิ่มความชื้นในอากาศ: การใช้เครื่องพ่นไอน้ำหรือการพาลูกเข้าไปสูดไอน้ำอุ่นในห้องน้ำสักครู่ จะช่วยให้เสมหะในลำคอละลายและขับออกมาได้ง่ายขึ้น
- ป้อนนมทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง: หากลูกดูดนมรอบใหญ่ไม่ไหว ให้ปรับเปลี่ยนเป็นป้อนในปริมาณที่น้อยลง แต่เพิ่มความถี่ในการป้อนให้บ่อยขึ้น เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำและสารอาหาร
อาการแบบไหนที่แปลว่าเสมหะเริ่มอันตราย และต้องพาลูกไปพบแพทย์ทันที
แม้ว่าเสมหะส่วนใหญ่จะเกิดจากไข้หวัดธรรมดาที่หายได้เอง แต่ในเด็กทารก ปอดและระบบหายใจยังบอบบางมาก หากสังเกตเห็นอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์โดยด่วน
- ลูกหายใจเร็วกว่าปกติ หรือมีอาการหายใจลำบากจนหน้าอกบุ๋ม ซี่โครงบาน หรือปีกจมูกบานเวลาหายใจเข้า
- มีเสียงหายใจดังวี๊ดๆ หรือเสียงครืดคราดที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้จะช่วยดูดน้ำมูกออกแล้ว
- ลูกไม่ยอมดูดนมเลย ปัสสาวะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยสังเกตจากผ้าอ้อมแห้งนานกว่า 6 ชั่วโมง
- มีไข้สูง ซึมลง หรือร้องไห้งอแงไม่ยอมหยุดด้วยความอึดอัดและเจ็บปวด
การดูแลเรื่องทางเดินหายใจของทารกต้องการความใส่ใจอย่างใกล้ชิด การช่วยระบายเสมหะอย่างถูกวิธีไม่เพียงแต่ช่วยให้ลูกน้อยหายใจสะดวกและหลับสบายขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการปกป้องพัฒนาการและการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์ของลูกในระยะยาวอีกด้วย