บางครั้งอุบัติเหตุหกล้มหรือหัวแตะขอบประตูเบาๆ ที่ดูเหมือนไม่มีอะไรในวันนี้ อาจซ่อนอันตรายที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ในอีกหลายสัปดาห์ต่อมา ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง เป็นหนึ่งในโรคทางระบบประสาทที่หมอมักพบเจอได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ หลายครอบครัวพาผู้สูงอายุในบ้านมาหาหมอด้วยอาการหลงลืม เดินเซ หรือแขนขาอ่อนแรง โดยที่ไม่รู้เลยว่าต้นเหตุมาจากอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนก่อน
รู้จักภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง และทำไมแค่อุบัติเหตุเล็กๆ ก็เกิดเรื่องใหญ่ได้
เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น สมองของคนเราไม่ได้อยู่ติดกับกระโหลกศีรษะโดยตรง แต่จะมีเยื่อหุ้มสมองห่อหุ้มไว้อยู่หลายชั้น และมีเส้นเลือดฝอยจำนวนมากแทรกตัวอยู่ ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง เกิดขึ้นเมื่อเส้นเลือดบริเวณระหว่างเยื่อหุ้มสมองชั้นนอกกับเนื้อสมองเกิดการฉีกขาด ทำให้มีเลือดฉีดหรือซึมออกมาสะสมกักเก็บไว้ในพื้นที่ว่างตรงนั้น
เมื่อมีเลือดสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ เลือดจะกลายเป็นก้อนหรือลิ่มเลือดที่ไปกดเบียดเนื้อสมอง ส่งผลให้การทำงานของสมองส่วนนั้นๆ ผิดปกติไป โดยภาวะนี้แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักตามความเร็วในการเกิดอาการ:
- ชนิดเฉียบพลัน: มักเกิดจากอุบัติเหตุรุนแรง เช่น รถชน หรือตกจากที่สูง เลือดจะออกอย่างรวดเร็วและแสดงอาการทันทีภายในไม่กี่ชั่วโมง ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาด่วนที่สุด
- ชนิดเรื้อรัง: มักพบในผู้สูงอายุ เลือดจะค่อยๆ ซึมทีละน้อยเหมือนน้ำหยดลงแก้ว อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือนกว่าจะเริ่มแสดงอาการ จนหลายคนลืมไปแล้วว่าเคยหัวกระแทกมาก่อน
สังเกตสัญญาณเตือน: อาการแบบไหนที่บอกว่าอาจมีเลือดออกในสมอง
ความน่ากลัวของภาวะนี้คือ อาการในระยะแรกอาจไม่ชัดเจน แต่จะค่อยๆ แย่ลงอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ญาติและผู้ดูแลควรสังเกตอย่างใกล้ชิด ได้แก่:
- ปวดหัวเรื้อรังและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ: อาการปวดหัวไม่ยอมหาย แม้กินยาแก้ปวดแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น
- พฤติกรรมและความจำเปลี่ยนไป: สับสน สติเลอะเลือน หลงลืมเรื่องใหม่ๆ อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย ซึ่งหลายครอบครัวมักเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอาการของโรคสมองเสื่อมตามวัย
- การทำงานของร่างกายผิดปกติ: แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก เดินเซ ทรงตัวไม่ได้ พูดไม่ชัด หรือกลืนลำบาก
- ระดับความรู้สึกตัวลดลง: ง่วงซึม ปลุกตื่นยาก หรือหมดสติ
ใครบ้างที่เสี่ยงเกิดภาวะนี้มากกว่าคนทั่วไป?
แม้ทุกคนจะมีโอกาสเกิดภาวะนี้ได้หากได้รับอุบัติเหตุทางศีรษะ แต่มีคนบางกลุ่มที่หมออยากให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ:
1. ผู้สูงอายุ
เมื่ออายุมากขึ้น เนื้อสมองจะมีการฝ่อตัวลงตามธรรมชาติ ทำให้มีพื้นที่ว่างในกระโหลกศีรษะมากขึ้น เส้นเลือดสะพานที่เชื่อมระหว่างสมองกับเยื่อหุ้มสมองจึงถูกดึงให้ตึงและฉีกขาดได้ง่าย แม้จะโดนกระแทกเพียงเบาๆ ก็ตาม
2. ผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด
คนไข้โรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมองที่ต้องกินยาจำพวกนี้ เมื่อเกิดบาดแผลที่เส้นเลือด เลือดจะแข็งตัวได้ยาก ทำให้เลือดซึมออกมาเรื่อยๆ ไม่ยอมหยุด
3. ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
การดื่มสุราเรื้อรังส่งผลให้การทำงานของตับลดลง ตับสร้างสารช่วยการแข็งตัวของเลือดได้น้อยลง อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะเดินทรงตัวไม่ดีและหกล้มได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
หมอตรวจและรักษาภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองอย่างไร?
เมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล หมอจะทำการส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) เพื่อดูว่ามีก้อนเลือดกดทับสมองหรือไม่ เลือดออกมากน้อยเพียงใด และอยู่ตำแหน่งไหน การรักษานั้นจะพิจารณาตามความรุนแรงของอาการเป็นหลัก:
- การรักษาด้วยยาและการติดตามอาการ: หากก้อนเลือดมีขนาดเล็กมาก ผู้ป่วยยังรู้สึกตัวดีและไม่มีอาการทางระบบประสาท หมออาจเลือกใช้วิธีนอนพักในโรงพยาบาล ให้ยาเพื่อลดอาการสมองบวม และสแกนสมองซ้ำเป็นระยะเพื่อดูว่าก้อนเลือดโตขึ้นหรือไม่
- การผ่าตัดระบายเลือด: หากก้อนเลือดมีขนาดใหญ่ กดเบียดเนื้อสมองอย่างชัดเจน หรือผู้ป่วยมีอาการซึมลง หมอประสาทผ่าตัดจะทำการผ่าตัดเจาะรูเล็กๆ ที่กระโหลกศีรษะ (Burr Hole Drainage) เพื่อใส่สายเข้าไประบายเลือดออก ซึ่งช่วยลดแรงดันในสมองได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย
วิธีป้องกันและดูแลคนในบ้านให้ห่างไกลจากภาวะนี้
การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุ หมอแนะนำให้ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมเพื่อลดความเสี่ยงการหกล้มดังนี้:
- ติดตั้งราวจับในห้องน้ำและบริเวณบันได
- ใช้แผ่นกันลื่นในห้องน้ำ และจัดบ้านให้โปร่ง ไม่มีสายไฟหรือสิ่งของเกะกะตามพื้น
- เพิ่มแสงสว่างให้เพียงพอ โดยเฉพาะบริเวณทางเดินไปห้องน้ำในตอนกลางคืน
- หากผู้สูงอายุหรือคนที่ทานยาละลายลิ่มเลือดเกิดอุบัติเหตุหัวกระแทก แม้จะไม่มีบาดแผลภายนอกและดูปกติดี ควรรอสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดอย่างน้อย 1-2 เดือน หากพบอาการผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อย ให้รีบมาพบแพทย์ทันที