ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หลายครั้งที่หมอได้เจอคนไข้สูงอายุมาโรงพยาบาลด้วยอาการซึมลง สับสน เดินเซ หรือแขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก จนญาตินึกว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบหรือพาร์กินสัน แต่เมื่อส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง กลับพบว่ามีเลือดสะสมกดทับเนื้อสมองอยู่ และเมื่อย้อนถามประวัติอย่างละเอียด ญาตินึกขึ้นได้ว่าเมื่อ 3-4 สัปดาห์ก่อน คนไข้เคยลื่นล้มหัวกระแทกพื้นเบาๆ หรือหัวไปชนขอบประตู แต่ตอนนั้นไม่มีบาดแผล ไม่สลบ และยังใช้ชีวิตได้ตามปกติทุกอย่าง

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมากในเวชปฏิบัติจริง ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง เป็นภัยเงียบที่ค่อยๆ สะสมความรุนแรงอย่างช้าๆ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ การทำความเข้าใจกลไกและสัญญาณเตือนของภาวะนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะช่วยเซฟชีวิตคนในครอบครัวได้ทันเวลา

ทำไมล้มหัวกระแทกแค่นิดเดียว แต่กลับมีเลือดสะสมในสมองได้?

สมองของเราถูกปกป้องด้วยโครงสร้างหลายชั้น ชั้นนอกสุดคือกระดูกกะโหลกศีรษะ ถัดเข้ามาคือเยื่อหุ้มสมองชั้นหนา (Dura mater) และเยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง (Arachnoid mater) บริเวณช่องว่างระหว่างสองชั้นนี้เรียกว่า Subdural space ซึ่งเป็นที่อยู่ของเส้นเลือดดำเชื่อมต่อ (Bridging veins)

เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ศีรษะ แม้จะเป็นแรงกระแทกที่ไม่รุนแรง เช่น หัวชนขอบตู้ ล้มก้นกระแทก หรือเบรกรถกะทันหัน แรงเหวี่ยงจะทำให้เนื้อสมองเคลื่อนที่ภายในกะโหลกศีรษะ จนเกิดการดึงรั้งและฉีกขาดของเส้นเลือดดำเล็กๆ เหล่านี้ เลือดที่ซึมออกมาจะค่อยๆ สะสมในช่องใต้เยื่อหุ้มสมอง

ภาวะนี้แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ตามความเร็วของการเกิดอาการ:

  • ชนิดเฉียบพลัน (Acute Subdural Hematoma): มักเกิดจากอุบัติเหตุรุนแรง เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์ หรือตกจากที่สูง เลือดจะไหลออกมาปริมาณมากอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ป่วยหมดสติหรืออาการวิกฤตทันทีหลังเกิดเหตุ
  • ชนิดเรื้อรัง (Chronic Subdural Hematoma): มักเกิดจากแรงกระแทกเบาๆ เลือดค่อยๆ ซึมทีละนิด นานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน กว่าปริมาณเลือดจะมากพอจนไปกดทับเนื้อสมองและแสดงอาการออกมา

กลุ่มไหนบ้างที่เสี่ยงเกิดภาวะนี้มากกว่าคนทั่วไป?

แม้ว่าทุกคนจะมีโอกาสเกิดภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองได้หากได้รับอุบัติเหตุรุนแรง แต่ในกรณีของชนิดเรื้อรัง หมอมักพบในกลุ่มบุคคลต่อไปนี้มากเป็นพิเศษ:

  • ผู้สูงอายุ: เมื่ออายุมากขึ้น เนื้อสมองจะค่อยๆ ฝ่อตัวลงตามธรรมชาติ ทำให้มีพื้นที่ว่างในกะโหลกศีรษะมากขึ้น เส้นเลือดดำเชื่อมต่อจึงถูกตึงยืดและดึงรั้งได้ง่าย เพียงแค่การกระแทกเบาๆ ก็ทำให้เส้นเลือดขาดได้ง่ายกว่าคนหนุ่มสาว
  • ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาต้านเกล็ดเลือด: เช่น ยาแอสไพริน (Aspirin), วาร์ฟาริน (Warfarin) หรือยากลุ่ม DOACs ซึ่งยาเหล่านี้ทำให้เลือดหยุดยาก เมื่อมีเส้นเลือดฉีกขาด เลือดจึงซึมไม่หยุด
  • ผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำ: การดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรังส่งผลให้การทำงานของตับลดลง การสร้างปัจจัยการแข็งตัวของเลือดแย่ลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียการทรงตัวหกล้ม
  • ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง: ประสิทธิภาพการทำงานของเกล็ดเลือดจะลดลง ทำให้เกิดภาวะเลือดออกง่ายหยุดยาก

สังเกตสัญญาณเตือน: อาการแบบไหนที่บอกว่าอาจมีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง

สำหรับภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชนิดเรื้อรัง อาการมักจะค่อยเป็นค่อยไปและมักถูกมองข้าม เพราะคิดว่าเป็นเพียงอาการของความชรา สัญญาณเตือนที่ต้องสังเกตอย่างใกล้ชิด ได้แก่:

  • อาการปวดศีรษะเรื้อรัง: ปวดตึงๆ แน่นๆ และมีแนวโน้มปวดมากขึ้นเรื่อยๆ กินยาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้น
  • ความจำและพฤติกรรมเปลี่ยนไป: สับสน สมาธินานไม่ได้ อารมณ์หงุดหงิดง่าย เฉื่อยชา หรือบุคลิกภาพเปลี่ยนไปจากเดิม
  • การเคลื่อนไหวผิดปกติ: เดินเซ ก้าวขาไม่ค่อยออก ทรงตัวยาก หรือแขนขาข้างใดข้างหนึ่งเริ่มอ่อนแรง หยิบจับของแล้วหลุดมือ
  • การพูดและการมองเห็น: พูดไม่ชัด พูดติดขัด นึกคำพูดไม่ออก หรือมองเห็นภาพซ้อน

อาการฉุกเฉินระดับสีแดงที่ต้องส่งโรงพยาบาลทันที

หากพบว่าผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางระบบประสาทที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลที่มีทีมแพทย์เฉพาะทางโดยเร็วที่สุด:

  • ซึมลงอย่างรวดเร็ว เรียกไม่ค่อยรู้สึกตัว หรือปลุกตื่นยาก
  • มีอาการชัก เกร็ง กระตุก
  • อาเจียนพุ่งโดยไม่มีอาการคลื่นไส้นำมาก่อน
  • แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีกอย่างชัดเจน
  • ขนาดรูม่านตาสองข้างไม่เท่ากัน

หมอวินิจฉัยและมีวิธีรักษาภาวะนี้อย่างไร?

เมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลด้วยอาการน่าสงสัย หมอจะทำการตรวจร่างกายทางระบบประสาท และส่งตรวจภาพถ่ายรังสีที่สำคัญที่สุดคือ การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) ซึ่งจะเห็นตำแหน่งและปริมาณก้อนเลือดที่กดทับเนื้อสมองได้อย่างชัดเจน

แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนเลือดและอาการของผู้ป่วย:

1. การรักษาด้วยยาและติดตามอาการ

ใช้ในกรณีที่ก้อนเลือดมีขนาดเล็กมาก ผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติทางระบบประสาทที่รุนแรง และสมองยังไม่ถูกกดทับ หมอจะแนะนำให้พักผ่อน หยุดยาที่ส่งผลต่อการหยุดไหลของเลือด (ภายใต้การดูแลของแพทย์) และนัดมาทำ CT Scan ติดตามเป็นระยะเพื่อดูว่าก้อนเลือดค่อยๆ สลายไปเองหรือไม่

2. การผ่าตัดระบายเลือด

หากก้อนเลือดมีขนาดใหญ่ มีแรงดันในกะโหลกศีรษะสูง หรือผู้ป่วยมีอาการอ่อนแรง สับสน ซึมลง การผ่าตัดจะเป็นวิธีรักษาหลัก:

  • การเจาะกะโหลกผ่านรูเล็ก (Burr Hole Drainage): เป็นวิธีมาตรฐานสำหรับชนิดเรื้อรัง หมอจะเจาะรูเล็กๆ บนกะโหลกศีรษะประมาณ 1-2 รู เพื่อใส่สายระบายนำก้อนเลือดและลิ่มเลือดที่ละลายแล้วออกมา วิธีนี้ใช้เวลาไม่นาน ผลการรักษาดี และผู้ป่วยฟื้นตัวได้ไว
  • การเปิดกะโหลกศีรษะ (Craniotomy): มักใช้ในกรณีชนิดเฉียบพลันที่มีลิ่มเลือดแข็งตัวก้อนใหญ่ หรือมีจุดเลือดออกหลายตำแหน่งที่ต้องเข้าไปหยุดเลือดโดยตรง

วิธีป้องกันและดูแลผู้สูงอายุในบ้านไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุทางศีรษะ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ หมอแนะนำแนวทางการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมและการดูแลดังนี้:

  • ปรับปรุงบ้านให้ปลอดภัย: เพิ่มแสงสว่างตามทางเดิน ติดตั้งราวจับในห้องน้ำและบันได ใช้แผ่นยางกันลื่น และจัดเก็บสายไฟหรือสิ่งของที่อาจทำให้สะดุดล้ม
  • ระมัดระวังเรื่องยา: หากจำเป็นต้องทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด ต้องมาตรวจติดตามระดับยาตามนัดเสมอ และห้ามซื้อยาทานเองโดยเฉพาะยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs
  • ประเมินหลังการล้มทุกครั้ง: หากผู้สูงอายุในบ้านหกล้มหรือหัวกระแทก แม้เจ้าตัวจะบอกว่า "ไม่เป็นไร" หรือไม่มีแผลถลอก ควรพามาให้แพทย์ตรวจประเมินเบื้องต้น และสังเกตอาการใกล้ชิดอย่างน้อย 1-2 เดือน

ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดและกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติได้ หากได้รับการตรวจพบและรักษาได้ทันท่วงที การใส่ใจสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ของคนใกล้ชิด คือหัวใจสำคัญในการป้องกันความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down