ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เมื่อไม่กี่วันก่อน หมอมีโอกาสได้ตรวจคุณตาวัย 75 ปีท่านหนึ่ง ซึ่งญาติพามาโรงพยาบาลด้วยความกังวลใจ เพราะสังเกตเห็นว่าช่วง 2-3 วันมานี้คุณตาดูซึมลงอย่างเห็นได้ชัด พูดจาเริ่มสับสน ถามคำตอบคำ และมีอาการเดินเซซ้ายเอียงขวา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังแข็งแรงดี พอหมอซักประวัติย้อนหลังอย่างละเอียด ญาติถึงนึกขึ้นได้ว่า เมื่อประมาณหนึ่งเดือนก่อน คุณตาเคยล้มหกล้มศีรษะไปกระแทกกับขอบเตียงเบาๆ ตอนนั้นไม่มีแผลถลอก ไม่มีลูกมะนาวโน ไม่สลบ ทุกคนเลยคิดว่าคงไม่เป็นอะไรมาก

แต่ผลการส่งตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) กลับพบก้อนเลือดขนาดใหญ่กดทับเนื้อสมองอยู่ ซึ่งนี่คือตัวอย่างคลาสสิกของ ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง เรื่องใกล้ตัวที่มักจะค่อยๆ ก่อตัวอย่างเงียบเชียบจนหลายคนคาดไม่ถึง

ทำความรู้จักเยื่อหุ้มสมอง และจุดที่เกิดเลือดออกให้เข้าใจง่ายๆ

ลองจินตนาการว่าสมองของเราคือของนุ่มๆ ที่ถูกบรรจุและปกป้องไว้อย่างดีภายในกะโหลกศีรษะแข็งๆ โดยระหว่างกะโหลกศีรษะกับเนื้อสมอง จะมีชั้นเยื่อหุ้มสมองคอยปกป้องอยู่อีก 3 ชั้น เยื่อชั้นนอกสุดจะหนาและเหนียวที่สุด เรียกว่า เยื่อดูรา (Dura mater)

ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง (Subdural Hematoma) คือการที่มีเลือดสะสมอยู่ในช่องว่างระหว่างเยื่อหุ้มสมองชั้นนอกสุดนี้กับเยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง เลือดที่ไหลออกมามักมาจากเส้นเลือดดำสะพาน (Bridging veins) ที่ฉีกขาด เมื่อเลือดค่อยๆ ไหลซึมออกมาเรื่อยๆ ก้อนเลือดจะขยายใหญ่ขึ้น จนเริ่มไปกดทับเนื้อสมองด้านล่าง ทำให้การทำงานของสมองผิดปกติไป

แค่ล้มศีรษะกระแทกเบาๆ ทำไมเลือดถึงออกในสมองได้?

หลายคนมักเข้าใจผิดว่า ต้องเป็นอุบัติเหตุรุนแรง รถชน หรือตกจากที่สูงเท่านั้นถึงจะมีเลือดออกในสมองได้ แต่ในความเป็นจริง ภาวะนี้สามารถแบ่งตามความเร็วในการเกิดอาการได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ:

ชนิดเฉียบพลัน: อันตรายสายฟ้าแลบที่ต้องผ่าตัดด่วน

ประเภทนี้มักเกิดจากแรงกระแทกที่รุนแรง เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์ หรือการตกจากที่สูง เส้นเลือดจะฉีกขาดทันที ทำให้มีเลือดไหลออกมาปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็ว อาการจะแสดงออกมาภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือภายใน 1-2 วันหลังเกิดอุบัติเหตุ ผู้ป่วยมักจะมีอาการหมดสติ ชัก หรือหมดสติไปทันทีตั้งแต่จุดเกิดเหตุ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินวิกฤตที่ต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน

ชนิดเรื้อรัง: ภัยเงียบในผู้สูงอายุที่ค่อยๆ สะสมทีละนิด

ประเภทนี้คือกรณีของคุณตาที่หมอเล่าให้ฟังข้างต้น มักพบในผู้สูงอายุเป็นหลัก เกิดจากการกระแทกเพียงเบาๆ ที่ดูเหมือนไม่เป็นอะไรเลย เส้นเลือดดำเล็กๆ เกิดการปริแตกทีละน้อย เลือดค่อยๆ ไหลซึมสะสมทีละนิดละหน่อย จนเวลาผ่านไปหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน ก้อนเลือดถึงจะใหญ่พอที่จะเริ่มกดทับสมองและแสดงอาการออกมา

ใครบ้างที่เสี่ยงเกิดภาวะนี้มากกว่าคนอื่น?

แม้ว่าใครๆ ก็สามารถเกิดภาวะนี้ได้หากได้รับแรงกระแทกที่ศีรษะ แต่มีคนบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติอย่างชัดเจน:

  • ผู้สูงอายุ: เมื่ออายุมากขึ้น เนื้อสมองจะค่อยๆ ฝ่อและหดตัวลงตามธรรมชาติ ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างกะโหลกศีรษะกับเนื้อสมองมากขึ้น เส้นเลือดดำที่โยงอยู่จึงถูกยืดตึงและฉีกขาดได้ง่ายมาก แม้ได้รับแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย
  • ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาต้านเกล็ดเลือด: เช่น ยาคลายลิ่มเลือด ยาแอสไพริน ที่ใช้รักษาโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมอง ยาเหล่านี้ทำให้เลือดหยุดยากขึ้นเมื่อมีบาดแผลภายใน
  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ: แอลกอฮอล์ส่งผลต่อการทำงานของตับ ทำให้การสร้างสารช่วยการแข็งตัวของเลือดลดลง และมักทำให้เนื้อสมองฝ่อเร็วกว่าคนทั่วไป

สัญญาณเตือนภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง ที่ต้องสังเกตให้ดี

อาการของภาวะนี้อาจจะไม่ได้ชัดเจนทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ แต่จะค่อยๆ ปรากฏขึ้นตามปริมาณเลือดที่กดทับสมอง หากมีประวัติศีรษะกระแทกมาก่อน แม้จะผ่านไปหลายสัปดาห์แล้ว ควรสังเกตอาการเหล่านี้อย่างใกล้ชิด:

  • ปวดศีรษะเรื้อรัง และมีแนวโน้มปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทานยาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้น
  • สับสน มึนงง ความจำแย่ลง บุคลิกภาพหรือพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น จากคนอารมณ์ดีกลายเป็นหงุดหงิดง่าย หรือดูซึมเฉยชา
  • แขนขาอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง เดินเซ ทรงตัวลำบาก หยิบจับของแล้วหลุดมือ
  • พูดไม่ชัด พูดลำบาก นึกคำพูดไม่ออก หรือฟังคนอื่นพูดไม่เข้าใจ
  • มีอาการง่วงซึม ปลุกตื่นยาก หรือนอนหลับมากกว่าปกติผิดสังเกต

หมอตรวจและรักษาภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองอย่างไร?

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยสงสัยภาวะนี้ ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการส่งตรวจภาพถ่ายรังสีของสมอง ซึ่งนิยมใช้ การเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) เพราะทำได้รวดเร็ว และเห็นตำแหน่งกับขนาดของก้อนเลือดได้อย่างชัดเจน

สำหรับแนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนเลือด ความรุนแรงของอาการ และสภาพร่างกายของผู้ป่วยเป็นหลัก:

  • การติดตามอาการและการใช้ยา: หากก้อนเลือดมีขนาดเล็กมาก ผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติรุนแรง และระบบประสาททำงานได้ดี หมออาจเลือกใช้วิธีนอนพัก สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และทำ CT scan ซ้ำเป็นระยะ เพราะในบางกรณี ร่างกายสามารถดูดซึมก้อนเลือดเล็กๆ นั้นกลับไปได้เอง
  • การผ่าตัดระบายเลือด: หากก้อนเลือดมีขนาดใหญ่ หรือเริ่มกดทับเนื้อสมองจนทำให้มีอาการทางระบบประสาท แพทย์จะแนะนำการผ่าตัด ซึ่งส่วนใหญ่ในกรณีเรื้อรัง จะใช้วิธีผ่าตัด เจาะรูเล็กๆ ที่กะโหลกศีรษะ (Burr Hole Drainage) เพื่อใส่สายระบายเอาเลือดที่คั่งอยู่ออกมา วิธีนี้ทำได้รวดเร็วและได้ผลดีมาก
  • การผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ: ในกรณีที่มีเลือดออกเฉียบพลันปริมาณมาก หรือเลือดแข็งตัวเป็นก้อนหนา อาจจำเป็นต้องผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ (Craniotomy) เพื่อนำก้อนเลือดออกและหยุดจุดเลือดออกอย่างทันท่วงที

อาการแบบไหนหลังหัวกระแทก ที่ต้องรีบพามาโรงพยาบาลทันที?

หากคนในครอบครัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ประสบอุบัติเหตุศีรษะกระแทก แล้วมีอาการฉุกเฉินดังต่อไปนี้ ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอ:

  • หมดสติ ซึมลงอย่างรวดเร็ว หรือปลุกไม่ตื่น
  • มีอาการชัก เกร็ง กระตุก
  • แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีกอย่างชัดเจน หรือปากเบี้ยว หน้าเบี้ยว
  • อาเจียนพุ่งหลายครั้ง
  • รูม่านตาตาทั้งสองข้างขนาดไม่เท่ากัน

วิธีป้องกันและดูแลคนที่เรารักไม่ให้เกิดภาวะนี้

หัวใจสำคัญที่สุดคือ "การป้องกันการล้มและการกระแทกที่ศีรษะ" โดยเฉพาะในบ้านที่มีผู้สูงอายุ สามารถทำได้ดังนี้:

  • จัดบ้านให้ปลอดภัย ติดตั้งแผ่นกันลื่นในห้องน้ำ มีราวจับในจุดที่จำเป็น และจัดแสงสว่างให้เพียงพอ
  • เก็บสายไฟและสิ่งกีดขวางบนพื้นทางเดินให้เรียบร้อย
  • สวมหมวกนิรภัยทุกครั้งเมื่อขี่รถจักรยานยนต์หรือจักรยาน
  • หากผู้สูงอายุจำเป็นต้องใช้ยาสลายลิ่มเลือด ต้องรับประทานตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และสังเกตอาการรอยช้ำตามร่างกายเป็นประจำ
  • หากเกิดอุบัติเหตุศีรษะกระแทก แม้จะดูเหมือนไม่เป็นอะไร ให้ลงบันทึกวันเวลาที่เกิดอุบัติเหตุไว้ และหมั่นสังเกตอาการผิดปกติไปอีกอย่างน้อย 1-2 เดือน

ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองเป็นโรคที่ดูน่ากลัว แต่หากเรามีความรู้ สังเกตสัญญาณเตือนได้เร็ว และพาผู้ป่วยมาพบแพทย์ได้ทันท่วงที การรักษามักได้ผลดีและช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติอย่างปลอดภัย

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down