เวลาที่มีคนในบ้านเริ่มป่วย ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่ โควิด หรือท้องเสีย สิ่งแรกที่เรามักจะกังวลใจไม่ใช่แค่เรื่องอาการป่วยของเขา แต่คือความกลัวว่าเชื้อโรคจะกระโดดข้ามไปติดคนอื่นๆ ในบ้าน โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุที่ภูมิคุ้มกันยังไม่ค่อยแข็งแรง ในฐานะหมอ เวลาเจอคนไข้มาปรึกษาเรื่องนี้ สิ่งที่มักจะแนะนำเสมอคือ บ้านเราไม่ต้องถึงขนาดแยกตัวออกไปอยู่คนละโลกจนเครียดเกินไป แต่เราต้องมี มาตรการป้องกันการแพร่กระจายเชื ที่ถูกต้องและปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน เพื่อตัดวงจรการแพร่เชื้อตั้งแต่ต้นทาง
แยกตัวคนป่วยออกจากสมาชิกคนอื่นในบ้านอย่างไรดี
หัวใจสำคัญอันดับแรกคือการจำกัดพื้นที่ของเชื้อโรค ถ้าบ้านไหนมีห้องนอนและห้องน้ำส่วนตัวสำหรับคนป่วยแยกต่างหากได้ จะถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุด ให้คนป่วยพักผ่อนอยู่ในห้องนั้นยาวๆ ปิดประตูให้เรียบร้อย และพยายามเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทสะดวก แสงแดดและอากาศบริสุทธิ์คือตัวช่วยธรรมชาติชั้นดีที่ช่วยลดความหนาแน่นของเชื้อโรคในอากาศ
แต่ถ้าบ้านพื้นที่จำกัดและจำเป็นต้องแชร์ห้องร่วมกับผู้อื่น สิ่งที่ต้องทำคือการกั้นอาณาเขตเบื้องต้น เว้นระยะห่างให้นอนห่างกันอย่างน้อย 1-2 เมตร งดการนอนเตียงเดียวกันเด็ดขาด และในช่วงนี้สมาชิกคนอื่นควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปใกล้ชิดโดยไม่มีความจำเป็น หากใครต้องทำหน้าที่ดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำ ควรตกลงกันให้ชัดเจนว่าเป็นสมาชิกคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว เพื่อลดจำนวนคนที่จะไปสัมผัสกับเชื้อโรค
วิธีใส่หน้ากากอนามัยและดูแลความสะอาดในพื้นที่ใช้สอยร่วมกัน
เมื่อคนป่วยจำเป็นต้องออกมาข้างนอกห้อง หรือมีคนต้องเข้าไปใกล้ชิด สิ่งที่ขาดไม่ได้คือหน้ากากอนามัย ทั้งตัวคนป่วยและผู้ดูแลต้องสวมใส่ตลอดเวลา และควรเปลี่ยนหน้ากากใหม่ทุกวัน หรือเปลี่ยนทันทีหากเปียกชื้น
เรื่องความสะอาดของมือคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้เชื้อแพร่กระจายหรือไม่ เชื้อโรคส่วนใหญ่ไม่ได้ลอยมากับอากาศไกลๆ แต่มักมาจากการที่เราเอามือไปจับสิ่งของที่คนป่วยสัมผัส แล้วเผลอมาขยี้ตาแคะจมูก ดังนั้น ทุกคนในบ้านต้องล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาดนานอย่างน้อย 20 หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสสิ่งของร่วมกัน
จัดการข้าวของเครื่องใช้และจุดสัมผัสร่วมกันอย่างไรไม่ให้เชื้อติด
ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว เช่น จาน ชาม ช้อน ส้อม แก้วน้ำ และผ้าเช็ดตัว ต้องแยกให้อย่างเด็ดขาด ห้ามใช้ปะปนกับคนอื่นในบ้านเด็ดขาด หลังใช้งานเสร็จให้ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างจานตามปกติ และผึ่งให้แห้งด้วยแสงแดด ส่วนเสื้อผ้าของคนป่วยสามารถซักด้วยผงซักฟอกและน้ำตามปกติได้เลย ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำร้อนจัดจนเกินไป ยกเว้นกรณีที่มีคราบสารคัดหลั่งมากๆ อาจพิจารณาใช้น้ำยาซักผ้าขาวร่วมด้วย
นอกจากนี้ จุดเสี่ยงที่ทุกคนในบ้านต้องสัมผัสร่วมกัน เช่น ลูกบิดประตู สวิตช์ไฟ รีโมททีวี และราวบันได ควรใช้แอลกอฮอล์หรือน้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง เพื่อกวาดล้างเชื้อโรคที่อาจตกลงไปเกาะอยู่ตามพื้นผิวเหล่านี้
จัดการขยะติดเชื้อชิ้นเล็กๆ ในบ้านให้ปลอดภัย
ทิชชูที่ใช้เช็ดน้ำมูก หน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว หรือเศษอาหารที่เหลือจากคนป่วย สิ่งเหล่านี้คือแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดี การทิ้งขยะทั่วไปในถังเปิดอาจทำให้เชื้อฟุ้งกระจายหรือมีคนเผลอไปสัมผัส วิธีที่ถูกต้องคือให้หาถุงพลาสติกมาทำเป็นถังขยะเฉพาะกิจสำหรับคนป่วย เมื่อทิ้งขยะลงไปแล้วให้มัดปากถุงให้แน่นสนิททุกครั้งก่อนนำไปทิ้งรวมกับขยะทั่วไป หรือแยกทิ้งในถังขยะมิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้คนในบ้านหรือคนเก็บขยะต้องรับเชื้อต่อโดยไม่รู้ตัว
สังเกตอาการตัวเองและคนในบ้านระหว่างช่วงเวลากักตัว
ระหว่างที่เรากำลังดูแลคนป่วยและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ สมาชิกคนอื่นๆ ในบ้านต้องคอยสังเกตอาการของตัวเองอย่างใกล้ชิดด้วย เพราะระยะฟักตัวของโรคแต่ละชนิดไม่เท่ากัน หากใครเริ่มมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หรือปวดเมื่อยเนื้อตัว ให้รีบแยกตัวออกมาทันที และตรวจหาเชื้อเบื้องต้น ส่วนอาการของคนป่วยเอง หากดูแลตามอาการแล้วผ่านไป 2-3 วันยังไม่ดีขึ้น มีไข้สูงต่อเนื่อง หายใจลำบาก หรือซึมลง ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม อย่ารอให้อาการหนักจนเกินไป