เวลาที่คนไข้เดินเข้ามาที่ห้องตรวจแล้วบอกว่าเหนื่อย หายใจไม่อิ่ม หรือรู้สึกเหมือนลมหายใจไปไม่ถึงปอด อาการเหล่านี้มักไม่ใช่เรื่องเล็กที่ควรปล่อยผ่านครับ ในฐานะหมอ สิ่งหนึ่งที่เราต้องนึกถึงเสมอเมื่อเจอคนไข้มีอาการลักษณะนี้คือ เรื่องของระดับออกซิเจนในร่างกายที่อาจกำลังผิดปกติ จนนำไปสู่สิ่งที่ในทางการแพทย์เรียกว่าภาวะขาดออกซิเจนและภาวะพร่องหายใจ ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานโดยไม่ดูแล อาจอันตรายถึงชีวิตได้ วันนี้ผมเลยอยากชวนมาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันแบบง่ายๆ เหมือนเวลาคุยกันที่ห้องตรวจครับ
ความหมายที่แท้จริงของสองภาวะนี้ ต่างกันอย่างไร?
หลายคนมักจะสับสนว่า สองคำนี้มันคืออันเดียวกันหรือเปล่า ความจริงแล้วมีความเกี่ยวข้องกันอยู่ครับแต่มีจุดที่ต่างกันเล็กน้อย
เริ่มจากคำว่า ภาวะพร่องหายใจ หรือที่หมอเรียกกันว่า Hypoxemia หมายถึงภาวะที่ปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือดของเรามันต่ำกว่าปกติครับ ปกติแล้วเลือดแดงๆ ที่สูบฉีดไปเลี้ยงร่างกายควรจะมีออกซิเจนอิ่มตัวอยู่เหนือกว่าร้อยละเก้าสิบห้า แต่ถ้าตัวเลขนี้ร่วงลงมาต่ำกว่าเกณฑ์ แปลว่าปอดของเราอาจจะกำลังทำงานแลกเปลี่ยนก๊าซได้ไม่ดีพอ
ส่วนคำว่า ภาวะขาดออกซิเจน หรือ Hypoxia จะมีความหมายที่กว้างกว่านั้นครับ คือภาวะที่เนื้อหาหรือเซลล์ต่างๆ ในอวัยวะทั่วร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งอาจจะเกิดจากเลือดมีออกซิเจนน้อย (จากภาวะพร่องหายใจข้างต้น) หรืออาจจะเกิดจากปัญหาการไหลเวียนเลือด เช่น หัวใจบีบตัวได้ไม่ดี หรือเส้นเลือดอุดตัน ทำให้เลือดพาออกซิเจนไปส่งไม่ถึงปลายนิ้ว สมอง หรือหัวใจนั่นเองครับ
สังเกตอย่างไรดีว่าร่างกายกำลังขาดออกซิเจน?
เวลาที่ออกซิเจนในเลือดเริ่มน้อยลง ร่างกายและสมองซึ่งเป็นอวัยวะที่ใช้ออกซิเจนเปลืองที่สุดจะรีบส่งเสียงเตือนออกมาทันที อาการที่มักจะสังเกตเห็นได้บ่อยมีดังนี้ครับ
- หายใจเร็วกว่าปกติหรือหอบเหนื่อย: เหมือนคนเพิ่งวิ่งมา ทั้งที่นั่งอยู่เฉยๆ
- รู้สึกอึดอัด แน่นหน้าอก: หายใจเข้าได้ไม่เต็มปอด ลมหายใจสั้นลง
- มึนงง ปวดหัว หรือสมองตื้อ: คิดอะไรไม่ค่อยออกเพราะสมองขาดออกซิเจนไปเลี้ยง
- ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเริ่มเขียวคล้ำ: อันนี้เป็นสัญญาณเตือนที่ค่อนข้างอันตราย แปลว่าเลือดเริ่มขาดออกซิเจนอย่างรุนแรงแล้ว
- กระสับกระส่าย ซึมลง หรือหมดสติ: เกิดจากสมองได้รับออกซิเจนน้อยเกินไปจนเริ่มทำงานผิดปกติ
สาเหตุรอบตัวที่ทำให้เกิดปัญหานี้
เวลาตรวจคนไข้ที่มีอาการเหล่านี้ หมอมักจะไล่หาต้นตอตั้งแต่ทางเดินหายใจจนถึงระบบไหลเวียนเลือด สาเหตุหลักๆ ที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวันมีหลายอย่างครับ
กลุ่มแรกคือโรคทางปอดโดยตรง เช่น คนไข้ที่เป็นโรคหอบหืดกำเริบ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ที่หลอดตีบตันจนอากาศเข้าไม่ได้ หรือการติดเชื้อรุนแรงอย่างโรคปอดบวมและโควิด-19 ที่ทำให้เนื้อปอดอักเสบจนแลกเปลี่ยนออกซิเจนไม่ได้ กลุ่มที่สองคือปัญหาจากระบบไหลเวียนโลหิต เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือลิ่มเลือดไปอุดตันในหลอดเลือดปอด และกลุ่มสุดท้ายคือปัจจัยภายนอก เช่น การไปอยู่ในที่ที่อากาศเบาบางมากๆ บนภูเขาสูง หรือการได้รับควันพิษและก๊าซคาร์บอนมอนำไซด์
วิธีดูแลเบื้องต้นและการไปพบแพทย์
หากคุณหรือคนใกล้ตัวเริ่มมีอาการหายใจไม่อิ่ม หอบเหนื่อย หรือวัดระดับออกซิเจนปลายนิ้วได้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งสติ พยายามนั่งพักในท่าที่หายใจสะดวก เช่น นั่งโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าอกทำงานได้ดีขึ้น หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัดหรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก
แต่ถ้ามีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันทีครับ:
- ริมฝีปาก เล็บมือ หรือผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ
- เจ็บหน้าอกรุนแรงร่วมกับอาการเหนื่อยหอบ
- หายใจลำบากมากจนพูดเป็นประโยคยาวๆ ไม่ไหว ต้องหยุดพักกลางคัน
- มีอาการซึมลง สับสน หรือหมดสติ
การปล่อยให้ร่างกายขาดออกซิเจนเป็นเวลานาน แม้เพียงไม่กี่นาที ก็สามารถสร้างความเสียหายถาวรให้แก่สมองและอวัยวะสำคัญได้ ดังนั้น หากมีความผิดปกติเกิดขึ้น การรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสสาเหตุและรับออกซิเจนเสริมอย่างทันท่วงที คือหนทางที่ปลอดภัยที่สุดครับ