เมื่อลูกเข้าโรงเรียน แล้วจู่ๆ ก็อั้นอึจนเป็นเรื่องใหญ่
หมอมักจะได้รับคำถามจากคุณพ่อคุณแม่หลายท่านที่พาลูกวัยเรียนมาตรวจด้วยอาการปวดท้องเรื้อรัง ท้องอืด หรือทานข้าวได้น้อยลง บางคนมีอาการหงุดหงิดง่ายจนส่งผลต่อการทำกิจกรรมและการเรียน พ่อแม่หลายคนกังวลว่าลูกจะเป็นโรคกระเพาะอาหารหรือเปล่า แต่เมื่อหมอได้ลองตรวจร่างกายและซักประวัติการใช้ชีวิตประจำวันอย่างละเอียด ก็มักพบตัวการที่แท้จริงนั่นคือ ภาวะท้องผูกหรือปัญหาการขับถ่าย ที่ซ่อนอยู่โดยที่ผู้ปกครองเองก็อาจคาดไม่ถึง
วัยเรียนเป็นช่วงวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เด็กๆ ต้องปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ที่โรงเรียน ต้องเข้าเรียนตรงเวลา และมีเวลาเล่นจำกัด สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบขับถ่ายอย่างที่หลายคนนึกไม่ถึง
ทำไมการไปโรงเรียนถึงทำให้ลูกท้องผูกได้ง่ายขึ้น?
เมื่อเด็กๆ ต้องเปลี่ยนสถานที่ จากที่เคยตื่นนอนเวลาไหนก็ได้ มีห้องน้ำส่วนตัวที่บ้านที่คุ้นเคย สะอาด และสะดวกสบายในการนั่งถ่ายแบบสบายใจ กลายมาเป็นต้องตื่นแต่เช้าเพื่อรีบไปโรงเรียน สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปนี้ทำให้เกิดปัจจัยหลายอย่างที่กระตุ้นให้เกิดภาวะท้องผูกได้ง่ายขึ้น ดังนี้
- ความกลัวและไม่คุ้นเคยกับห้องน้ำที่โรงเรียน: เด็กหลายคนปฏิเสธที่จะเข้าห้องน้ำโรงเรียนเนื่องจากกลัวความไม่สะอาด ขาดความเป็นส่วนตัว หรือแม้กระทั่งกลัวการขออนุญาตคุณครูในเวลาเรียน ผลลัพธ์คือการเลือกที่จะอั้นอุจจาระไว้จนกว่าจะกลับถึงบ้าน
- การห่วงเล่นจนลืมเวลา: วัยนี้เป็นวัยที่ติดเพื่อนและติดเล่นมาก เมื่อถึงเวลาพักกลางวันหรือเวลาว่าง เด็กๆ มักจะเลือกไปวิ่งเล่นมากกว่าการสละเวลามานั่งจัดการกับสุขอนามัยส่วนตัว
- ดื่มน้ำน้อยลงและทานผักผลไม้น้อยลง: ที่โรงเรียนไม่มีใครคอยเตือนให้ดื่มน้ำบ่อยๆ ประกอบกับอาหารกลางวันที่โรงเรียนอาจมีกากใยไม่เพียงพอ ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานยากขึ้น
สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าลูกกำลังมีปัญหาการขับถ่าย
พ่อแม่หลายคนเข้าใจผิดว่า ลูกต้องไม่ถ่ายอุจจาระติดต่อกันหลายวันเท่านั้นถึงจะเรียกว่าท้องผูก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภาวะท้องผูกหรือปัญหาการขับถ่ายในเด็กมีสัญญาณเตือนที่หลากหลายกว่านั้น หมออยากให้ลองสังเกตอาการเหล่านี้ของลูกเพิ่มเติม
- ถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
- ลักษณะอุจจาระมีขนาดใหญ่ แข็งแห้ง หรือเป็นก้อนกลมๆ คล้ายมูลกระต่าย
- ลูกต้องใช้แรงเบ่งมากขณะขับถ่าย หรือแสดงอาการเจ็บปวด ร้องไห้ และมีท่าทีกลัวการเข้าห้องน้ำ
- มีพฤติกรรมพยายามกลั้นอุจจาระ เช่น ยืนเกร็งขา บิดตัวไปมา หนีบก้น หรือหลบไปมุมห้องเมื่อปวดท้องอึ
- มีรอยเลือดปนอุจจาระ ซึ่งมักเกิดจากอุจจาระก้อนใหญ่และแข็งไปครูดกับปากทวารหนักจนเกิดแผลฉีกขาด
- มีอาการเลอะเทอะของอุจจาระเปื้อนกางเกงใน ซึ่งพ่อแม่อาจเข้าใจผิดว่าลูกเล่นจนลืมไปเข้าห้องน้ำ แต่จริงๆ แล้วเป็นอาการของอุจจาระเหลวที่ไหลซึมผ่านก้อนอุจจาระแข็งที่อุดตันอยู่ส่วนปลายออกมาโดยที่เด็กไม่สามารถควบคุมได้
วงจรอุบาทว์ของการอั้นอึ: ยิ่งกักเก็บ ยิ่งแข็ง ยิ่งเจ็บ
กลไกสำคัญที่ทำให้ภาวะท้องผูกในเด็กทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่าวงจรอุบาทว์ของการอั้นอุจจาระ เมื่อเด็กอั้นอุจจาระไว้ ลำไส้ใหญ่จะดูดซึมน้ำจากอุจจาระกลับเข้าสู่ร่างกายตลอดเวลา ทำให้อุจจาระที่ค้างอยู่แห้งและแข็งขึ้นเรื่อยๆ แถมยังมีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย เมื่อถึงเวลาที่อั้นไม่ไหวและต้องขับถ่ายออกมา ก้อนอุจจาระที่ใหญ่และแข็งนี้จะสร้างความเจ็บปวดอย่างมากให้กับเด็ก บางครั้งทำให้ทวารหนักฉีกขาดเป็นแผลมีเลือดซึม
เมื่อเด็กจำความรู้สึกเจ็บปวดนั้นได้ สมองจะสั่งการให้หลีกเลี่ยงความเจ็บปวดนั้นด้วยการอั้นอุจจาระในครั้งต่อไปอีก ทำให้ก้อนอุจจาระในท้องสะสมตัวใหญ่ขึ้น แข็งขึ้น และขับถ่ายยากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นวงจรที่ตัดไม่ขาดหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกวิธี
ปรับพฤติกรรมอย่างไรให้ลูกกลับมาขับถ่ายได้อย่างมีความสุข
การแก้ไขภาวะท้องผูกหรือปัญหาการขับถ่ายในเด็กวัยเรียนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกินยาเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โดยพ่อแม่ต้องเป็นผู้ช่วยคนสำคัญและทำอย่างเข้าใจ
สร้างวินัยการขับถ่ายให้เป็นเวลา
ฝึกให้ลูกนั่งถ่ายเป็นเวลาทุกวัน เช่น หลังอาหารเช้าหรืออาหารเย็นประมาณ 10-15 นาที เพราะเป็นช่วงเวลาที่ลำไส้ใหญ่บีบตัวตามธรรมชาติหลังมีอาหารตกถึงท้อง แม้ลูกจะบอกว่าไม่ปวดก็ควรให้ไปนั่งรอบนชักโครกอย่างผ่อนคลาย โดยไม่ควรกดดันหรือเร่งรีบ
จัดท่านั่งถ่ายที่ถูกต้องและเหมาะสม
ขนาดของโถสุขภัณฑ์ของผู้ใหญ่มักจะใหญ่เกินไปสำหรับเด็กวัยเรียน ควรจัดหาเก้าอี้เตี้ยมาวางรองรับเท้าของลูกขณะนั่งบนชักโครก เพื่อให้เข่าทั้งสองข้างยกสูงขึ้นกว่าสะโพกเล็กน้อย ท่านี้จะช่วยเปิดมุมของลำไส้ตรง ทำให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องออกแรงเบ่งมาก และช่วยให้ลูกรู้สึกมั่นคง ไม่กลัวการตกโถชักโครก
ปรับเมนูอาหาร เพิ่มกากใยและน้ำสะอาด
กระตุ้นให้ลูกดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน โดยเฉพาะเมื่อตื่นนอนตอนเช้า และเพิ่มปริมาณใยอาหารในมื้ออาหาร เช่น ผักใบเขียว ผลไม้รสไม่หวานจัดอย่างมะละกอสุก แก้วมังกร กล้วยน้ำว้า หรือเปลี่ยนจากข้าวขาวมาเป็นข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมวลอุจจาระ ทำให้อุจจาระนุ่มและเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ได้ง่ายขึ้น
เมื่อไหร่ที่ควรปรึกษาแพทย์และแนวทางการรักษาทางการแพทย์
หากปรับพฤติกรรมเบื้องต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือพบว่าลูกเริ่มมีอาการปวดท้องรุนแรง ท้องอืดอย่างเห็นได้ชัด น้ำหนักตัวลดลง หรือมีอุจจาระเล็ดราดบ่อยครั้ง ควรพามาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
ในการรักษาทางการแพทย์ นอกจากการแนะนำเรื่องโภชนาการแล้ว แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาระบายเพื่อช่วยให้อุจจาระนุ่มลง ยาที่ใช้ในเด็กส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่ดึงน้ำเข้ามาในลำไส้เพื่อให้อุจจาระนุ่มขึ้น มีความปลอดภัยสูง และไม่ทำให้เกิดการติดยาหรือลำไส้ขี้เกียจเมื่อใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ สิ่งสำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ไม่ควรซื้อยาระบายหรือยาสวนก้นมาใช้เองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ เนื่องจากอาจทำให้เด็กเกิดความกลัว ฝังใจ และส่งผลเสียต่อการทำงานของลำไส้ในระยะยาวได้