เวลาที่หมอตรวจเลือดเจอค่าตับผิดปกติ หรือคนไข้เดินเข้ามาด้วยความกังวลว่าตัวเองอาจจะมีเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซีเรื้อรัง หลายคนมักจะทำหน้าตกใจและถามคำถามเดียวกันว่า ไปติดมาตอนไหน เพราะชีวิตประจำวันไม่ได้รู้สึกเจ็บป่วยอะไรเลย
นี่แหละคือความน่ากลัวของเจ้าไวรัสตัวนี้ครับ มันเปรียบเสมือนแขกไม่ได้รับเชิญที่แอบเข้ามาอาศัยอยู่ในร่างกายเราเงียบๆ นานหลายปีโดยไม่แสดงอาการอะไรเลย จนกระทั่งวันที่ตับเริ่มอักเสบเรื้อรังและเกิดพังผืดสะสม กลายเป็นตับแข็งหรือมะเร็งตับโดยที่เราตั้งตัวไม่ทัน
ไวรัสตับอักเสบชนิดซีเรื้อรังคืออะไร และต่างจากชนิดอื่นอย่างไร?
โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งแตกต่างจากชนิดเอหรือบีตรงที่ ตัวไวรัสซีนี้มีความสามารถพิเศษในการหลบหลีกระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเราได้อย่างแนบเนียน ทำให้ร่างกายกำจัดเชื้อเองได้ยาก กลายเป็นการติดเชื้อแบบเรื้อรังยาวนาน
เมื่อตับต้องต่อสู้กับการอักเสบเรื้อรังนานเป็นสิบๆ ปี เนื้อตับที่ดีจะค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยแผลเป็นหรือพังผืด เปรียบเหมือนผ้าที่ถูกดึงจนย่นและแข็งกระด้าง ทำให้เลือดไหลเวียนผ่านตับได้ไม่ดี และตับก็เริ่มทำหน้าที่ขับของเสียหรือสร้างโปรตีนสำคัญต่างๆ ได้น้อยลง
เราติดเชื้อนี้มาได้อย่างไร ทั้งที่ไม่ได้ใช้ชีวิตเสี่ยง?
คำถามยอดฮิตที่หมอได้ยินบ่อยมากคือ ไม่เคยเที่ยวกลางคืน ไม่เคยติดยา ทำไมถึงมีเชื้อนี้ในเลือดได้ ความจริงคือ ช่องทางการติดต่อของไวรัสตับอักเสบซีไม่ได้มีแค่เรื่องพฤติกรรมเสี่ยงแบบที่หลายคนเข้าใจครับ แต่มันติดต่อผ่านทางเลือดเป็นหลัก
- การรับเลือดหรือสารผลิตภัณฑ์จากเลือด: ในอดีตก่อนปี พ.ศ. 2535 การตรวจคัดกรองเลือดในโรงพยาบาลยังไม่ละเอียดเท่าปัจจุบัน คนที่เคยผ่าตัดใหญ่หรือได้รับเลือดในช่วงเวลานั้นมีความเสี่ยงสูง
- การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน: ไม่ว่าจะเป็นการฉีดยาเข้าเส้นในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติด หรือการสัก เจาะผิวหนัง ฝังเข็ม ในร้านที่อุปกรณ์ไม่สะอาดและไม่ได้มาตรฐานการฆ่าเชื้อ
- ของใช้ส่วนตัวที่มีโอกาสปนเปื้อนเลือด: เช่น มีดโกนหนวด แปรงสีฟัน ที่ตัดเล็บ ซึ่งอาจมีรอยเลือดเล็กๆ ติดอยู่
- การมีเพศสัมพันธ์: แม้จะพบน้อยกว่าไวรัสตับอักเสบชนิดบี แต่ก็ยังมีความเสี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีแผลหรือเลือดออกขณะมีเพศสัมพันธ์
- แม่สู่ลูก: เชื้อสามารถส่งต่อจากคุณแม่ตั้งครรภ์ไปสู่ลูกน้อยในครรภ์ได้เช่นกัน
สัญญาณเตือนจากตับ: ร่างกายบอกอะไรเราบ้างเมื่อเป็นเรื้อรัง?
เนื่องจากตับเป็นอวัยวะที่มีความอดทนสูงมาก ต่อให้เนื้อตับเสียหายไปครึ่งหนึ่งแล้ว มันก็ยังทำงานต่อไปได้โดยไม่ส่งสัญญาณร้องขอความช่วยเหลือ ทำให้ระยะแรกของไวรัสตับอักเสบชนิดซีเรื้อรังแทบไม่มีอาการเลย
แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนตับเริ่มเริ่มเสื่อมสภาพลง อาการเหล่านี้จะเริ่มปรากฏให้เห็น:
- อ่อนเพลียเรื้อรัง: รู้สึกเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง ทำอะไรนิดหน่อยก็หมดเรี่ยวแรง ทั้งที่นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ
- จุกแน่นชายโครงขวา: รู้สึกอึดอัดบริเวณใต้ซี่โครงด้านขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ
- ตัวเหลืองตาเหลือง: อาการดีซ่านที่บ่งบอกว่าตับเริ่มขับน้ำดีไม่ได้ตามปกติ
- ปัสสาวะมีสีเข้มเหมือนชาเข้มๆ: ทั้งที่ดื่มน้ำในปริมาณที่ปกติ
- ตัวบวม ขาบวม หรือท้องโต: เกิดจากภาวะตับแข็งและมีน้ำคั่งในช่องท้อง ซึ่งเป็นระยะที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
วิธีตรวจวินิจฉัยเพื่อให้รู้เท่าทันโรค
การจะรู้ว่าเรามีเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซีเรื้อรังหรือไม่นั้น ไม่สามารถคาดเดาจากอาการภายนอกได้เลย ต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการเท่านั้น
แพทย์จะเริ่มจากการเจาะเลือดตรวจหาภูมิต้านทานต่อไวรัส (Anti-HCV) หากผลเป็นบวก แปลว่าเคยสัมผัสเชื้อมา แต่ยังต้องตรวจยืนยันต่อด้วยการหาปริมาณพันธุกรรมของไวรัสในเลือด (HCV RNA) เพื่อดูว่าปัจจุบันยังมีเชื้ออยู่ในร่างกายจริงไหม และเป็นการยืนยันภาวะการติดเชื้อเรื้อรัง
นอกจากนี้ แพทย์อาจมีการตรวจคลื่นความถี่พิเศษเพื่อประเมินความแข็งของเนื้อตับ (FibroScan) หรืออัลตร้าซาวด์ช่องท้อง เพื่อดูว่าตับมีพังผืดมากน้อยแค่ไหน หรือมีก้อนเนื้อผิดปกติเกิดขึ้นหรือยัง
ข่าวดีทางการแพทย์: ไวรัสตับอักเสบชนิดซีเรื้อรังรักษาหายขาดได้
ถ้าเป็นบทความเมื่อสิบปีก่อน หมอบingอาจจะต้องบอกว่าการรักษาค่อนข้างยุ่งยาก มีผลข้างเคียงเยอะ และโอกาสหายขาดไม่สูงนัก แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปแล้วครับ
ยุคนี้เรามียาต้านไวรัสชนิดรับประทานรุ่นใหม่ (Direct-Acting Antivirals - DAAs) ซึ่งเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ทางการแพทย์ ยานี้ออกฤทธิ์ตรงจุดในการหยุดยั้งการจำลองตัวของไวรัสโดยตรง
ข้อดีคือ ใช้เวลารักษาค่อนข้างสั้น เพียงแค่ 8 ถึง 12 สัปดาห์เท่านั้น ตัวยากินง่าย ผลข้างเคียงน้อยมาก และที่สำคัญที่สุดคือ อัตราการหายขาดสูงถึงร้อยละ 95 ขึ้นไป เรียกว่ากินยาครบตามกำหนด ตรวจไม่พบเชื้อซ้ำ ก็แปลว่าเราหายจากโรคนี้แล้วครับ
การดูแลตัวเองระหว่างและหลังการรักษา
แม้ว่าตัวยาจะจัดการกับไวรัสได้ดีเยี่ยม แต่ตับที่เคยอักเสบเรื้อรังมานานก็ยังต้องการการฟื้นฟูและการปกป้อง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายซ้ำซ้อน
สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการงดแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด เพราะแอลกอฮอล์คือตัวการสำคัญที่เข้าไปเร่งให้เซลล์ตับตายเร็วขึ้น และทำให้พังผืดในตับก่อตัวเร็วขึ้นไปอีก นอกจากนี้ควรระมัดระวังเรื่องการกินยาหรือสมุนไพรเสริมอาหารที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะตับต้องทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการเผาผลาญสารเหล่านี้
การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นโปรตีนดี ผักผลไม้สด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน จะช่วยให้ตับฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น
อย่ารอให้สายเกินไป มาตรวจเช็คสุขภาพตับกันเถอะ
ไวรัสตับอักเสบชนิดซีเรื้อรังไม่ใช่โรคที่น่ากลัวอีกต่อไปในยุคปัจจุบัน หากเราตรวจพบเร็วและเข้าสู่กระบวนการรักษาที่ถูกต้อง ก็สามารถกลับมามีสุขภาพตับที่ดีและใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข
หากคุณไม่เคยตรวจเลือดเช็คการทำงานของตับ หรือมีความเสี่ยงในอดีต อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์เพื่อเจาะเลือดคัดกรอง เพราะการรู้ก่อน ย่อมรักษาได้ง่ายและปลอดภัยกว่าการรอให้ร่างกายส่งสัญญาณเตือนในวันที่สายเกินไปครับ