ลองจินตนาการถึงค่ำคืนหนึ่งที่คุณจู่ๆ ก็มีไข้สูงปรี๊ด ห่มผ้าหนาสามผืนก็ยังนอนหนาวสั่นสะท้านไปทั้งตัว แถมพ่วงด้วยอาการปวดตื้อๆ บริเวณสีข้างหรือบั้นเอวข้างใดข้างหนึ่งอย่างรุนแรงจนแทบขยับตัวไม่ได้ หลายคนมักเข้าใจผิดว่าตัวเองเป็นแค่ไข้หวัดใหญ่ร่วมกับอาการปวดกล้ามเนื้อจากการทำงานหนัก แต่เมื่อมาตรวจอย่างละเอียดที่โรงพยาบาล กลับพบว่าเป็น โรคกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบนที่ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
โรคกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน เกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่
หากจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ระบบทางเดินปัสสาวะของคนเราทำงานคล้ายกับระบบท่อน้ำในบ้าน โดยเริ่มจากท่อปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ ท่อไต ขึ้นไปจนถึงกรวยไตที่เป็นแหล่งกรองของเสียขั้นสุดท้ายก่อนออกสู่ร่างกาย ในสภาวะปกติระบบนี้จะสะอาดและปราศจากเชื้อโรค แต่เมื่อใดก็ตามที่มีแบคทีเรียหลุดรอดเข้าไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเชื้อแบคทีเรียสายพันธุ์ Escherichia coli (E. coli) ที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของเราเอง เชื้อเหล่านี้จะค่อยๆ เดินทางสวนกระแสน้ำปัสสาวะขึ้นไปเรื่อยๆ หากแบคทีเรียหยุดอยู่แค่กระเพาะปัสสาวะ ก็จะทำให้เกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบธรรมดา แต่ถ้าเชื้อโรคมีความแข็งแกร่งหรือร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ เชื้อจะเดินทางย้อนศรขึ้นไปจนถึงเนื้อเยื่อกรวยไต ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อและอักเสบอย่างรุนแรงจนกลายเป็น โรคกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน ในที่สุด
ใครบ้างที่มีโอกาสเผชิญหน้ากับโรคนี้มากกว่าคนทั่วไป
แม้ว่าโรคนี้จะเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่จากสถิติทางการแพทย์พบว่ามีกลุ่มคนที่เสี่ยงต่อการเกิด โรคกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน มากกว่าปกติ ดังนี้
- กลุ่มผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์: ด้วยลักษณะทางสรีระวิทยา ท่อปัสสาวะของผู้หญิงจะสั้นกว่าผู้ชาย และอยู่ใกล้กับทวารหนัก ทำให้เชื้อแบคทีเรียเดินทางเข้าสู่ระบบปัสสาวะได้ง่ายกว่ามาก
- คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์: การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและการขยายตัวของมดลูกไปกดทับท่อไต ทำให้น้ำปัสสาวะไหลเวียนช้าลงและคั่งค้าง ส่งผลให้เชื้อโรคเติบโตได้ดีขึ้น
- ผู้ที่มีภาวะอุดกั้นในทางเดินปัสสาวะ: เช่น ผู้ป่วยที่มีนิ่วในไต นิ่วในท่อไต หรือเพศชายที่มีภาวะต่อมลูกหมากโต ซึ่งสิ่งกีดขวางเหล่านี้จะขัดขวางการไหลของปัสสาวะจนเกิดการสะสมของเชื้อโรค
- ผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง: ร่างกายในกลุ่มนี้จะต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียได้น้อยลง ทำให้การติดเชื้อลุกลามได้ง่ายและรวดเร็ว
- ผู้ที่มีพฤติกรรมชอบอั้นปัสสาวะ: การอั้นปัสสาวะนานๆ เปรียบเสมือนการขังน้ำเสียไว้ในร่างกาย ทำให้เชื้อโรคมีเวลาแบ่งตัวและเจริญเติบโต
อาการเตือนที่บอกว่าเชื้อลามขึ้นไปถึงไตแล้ว
อาการของ โรคกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน จะแตกต่างจากการอักเสบของทางเดินปัสสาวะส่วนล่างอย่างชัดเจน เพราะมีอาการทางระบบทั่วร่างกายร่วมด้วย หากมีอาการเหล่านี้ปรากฏขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
1. ไข้สูงและหนาวสั่นสะท้าน
มักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไข้สูงลอยเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการหนาวสั่นอย่างรุนแรงชนิดที่ห่มผ้าเท่าไรก็ไม่หายหนาว ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเชื้อโรคเริ่มเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว
2. ปวดบั้นเอวหรือสีข้างอย่างรุนแรง
มักปวดบริเวณบั้นเอวด้านหลังใต้ซี่โครงข้างใดข้างหนึ่ง (หรืออาจปวดทั้งสองข้าง) เมื่อคุณหมอใช้มือเคาะเบาๆ ที่บริเวณบั้นเอวด้านหลัง ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บแปลบจนสะดุ้ง
3. ปัสสาวะมีลักษณะผิดปกติ
ปัสสาวะบ่อย ปวดขัดขณะปัสสาวะ น้ำปัสสาวะมีสีขุ่น มีตะกอน หรือมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ ในบางรายอาจมีปัสสาวะปนเลือดร่วมด้วย
4. อาการร่วมอื่นๆ
มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และอ่อนเพลียอย่างรุนแรง ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายพยายามต่อสู้กับการอักเสบในระบบภายใน
ขั้นตอนการรักษาและดูแลตัวเองเมื่อมาพบแพทย์
เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็น โรคกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน การรักษาหลักคือการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียต้นเหตุ โดยแนวทางการรักษาแบ่งออกเป็นสองรูปแบบตามความรุนแรงของอาการ
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง ไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน และยังสามารถรับประทานอาหารได้ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานกลับไปกินที่บ้าน โดยเฉลี่ยประมาณ 7-14 วัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องกินยาให้ครบตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด แม้ว่าอาการจะดีขึ้นภายใน 2-3 วันแรกแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำและการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรีย
สำหรับผู้ป่วยที่มีไข้สูงมาก อาเจียนจนกินยาไม่ได้ หรือมีภาวะขาดน้ำ แพทย์จะแนะนำให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อหยดยาปฏิชีวนะและน้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ พร้อมทั้งเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด หรือฝีในไต
ปรับพฤติกรรมง่ายๆ เพื่อป้องกันไม่ให้กรวยไตกลับมาอักเสบซ้ำ
การป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้ซ้ำสองไม่ใช่เรื่องยาก และสามารถเริ่มต้นได้จากกิจวัตรประจำวันของตัวเราเอง
- ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ: ควรดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว เพื่อช่วยขับปัสสาวะและชะล้างแบคทีเรียออกจากท่อปัสสาวะอย่างสม่ำเสมอ
- ห้ามอั้นปัสสาวะเด็ดขาด: เมื่อรู้สึกปวดปัสสาวะควรเข้าห้องน้ำทันที เพื่อไม่ให้เชื้อโรคมีเวลาแบ่งตัวในกระเพาะปัสสาวะ
- ปรับเปลี่ยนสุขอนามัยในการขับถ่าย: สำหรับผู้หญิง หลังจากปัสสาวะหรืออุจจาระเสร็จสิ้น ควรเช็ดทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแบคทีเรียจากบริเวณทวารหนักปนเปื้อนเข้ามาทางช่องคลอดและท่อปัสสาวะ
- ปัสสาวะทิ้งหลังการมีเพศสัมพันธ์: ควรดื่มน้ำและปัสสาวะออกทันทีหลังจากมีเพศสัมพันธ์ เพื่อช่วยขับเชื้อแบคทีเรียที่อาจถูกดันเข้าไปในท่อปัสสาวะให้ออกไปจากร่างกาย
- รักษาโรคที่เป็นสาเหตุร่วม: หากมีปัญหานิ่วในทางเดินปัสสาวะหรือต่อมลูกหมากโต ควรรักษากับแพทย์เฉพาะทางอย่างต่อเนื่องเพื่อเปิดทางให้น้ำปัสสาวะไหลเวียนได้สะดวกตามปกติ
โรคกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน เป็นภาวะที่รักษาให้หายขาดได้และไม่น่ากลัวอย่างที่คิด หากตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ และได้รับยาฆ่าเชื้อที่ตรงจุด ดังนั้น หากพบว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ร่วมกับปวดหลังหรือปวดสีข้าง อย่ารีรอที่จะมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง ก่อนที่การติดเชื้อจะลุกลามจนสร้างความเสียหายให้กับไตในระยะยาว