ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมช่วงนี้หลายคนถึงรู้สึกเหมือนใจลอยและเครียดตลอดเวลา

เชื่อว่าหลายคนเคยผ่านจุดที่รู้สึกว่าความคิดในหัวมันตีกันวุ่นวายไปหมด เดี๋ยวก็เรื่องงาน เรื่องครอบครัว หรือเรื่องกังวลใจในอนาคต จนลืมไปว่าปัจจุบันเรากำลังทำอะไรอยู่ ความรู้สึกที่เหมือนเราใช้ชีวิตไปวันๆ โดยไม่มีความสุขนี้เองที่ทำให้หลายคนเริ่มมองหาตัวช่วย และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ การทำสติบำบัด กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่หมอมักจะหยิบยกมาแนะนำในคลินิกเสมอ

การทำสติบำบัดคืออะไรในมุมมองของหมอ

การทำสติบำบัด ไม่ใช่เรื่องของการนั่งหลับตาภาวนาหรือการทำพิธีกรรมทางศาสนาเสมอไป แต่มันคือการฝึกฝนสมองให้กลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างรู้เท่าทัน พูดให้เข้าใจง่ายที่สุดคือการเอาใจของเราที่มักจะกระโดดไปมา กลับมาไว้ที่ร่างกายและลมหายใจของตัวเอง ไม่ตัดสินสิ่งที่เกิดขึ้นว่าดีหรือเลว แต่เฝ้ามองมันเหมือนการดูรถวิ่งผ่านหน้าบ้านไปเรื่อยๆ โดยที่เราไม่ต้องกระโดดขึ้นไปนั่งบนรถคันนั้นด้วย

ทำไมการดึงสติกลับมาถึงช่วยให้เราหายป่วยได้

ร่างกายและจิตใจมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก เมื่อเราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียดออกมา ซึ่งส่งผลต่อความดันโลหิต การเต้นของหัวใจ และระบบภูมิคุ้มกัน การทำสติบำบัดช่วยเปลี่ยนสภาวะของสมองจากโหมดสู้หรือหนี (Fight or Flight) มาเป็นโหมดพักผ่อนและซ่อมแซมร่างกาย ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและลดอาการเจ็บป่วยทางกายที่เกิดจากความเครียดสะสมได้อย่างมีนัยสำคัญ

วิธีฝึกสติง่ายๆ ที่ทำได้เองตั้งแต่เช้าจรดค่ำ

หมอมักจะบอกคนไข้เสมอว่าอย่าเพิ่งรีบเปลี่ยนชีวิตแบบพลิกฝ่ามือ แต่ให้ลองเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ดังนี้:

  • ฝึกหายใจแบบรู้ตัว: ในระหว่างวันลองหยุดสัก 1 นาที สังเกตลมหายใจที่ผ่านเข้าออกทางจมูก โดยไม่ต้องบังคับให้เป็นจังหวะ แค่รู้ว่าตอนนี้กำลังหายใจเข้าและหายใจออก
  • กินข้าวอย่างมีสติ: เคี้ยวอาหารให้ช้าลง สังเกตรสสัมผัส กลิ่น และความรู้สึกขณะที่อาหารผ่านลำคอ แทนที่จะไถหน้าจอโทรศัพท์ไปด้วย
  • เดินอย่างรู้ตัว: เวลาเดินไปไหน ลองสังเกตความรู้สึกที่ฝ่าเท้าสัมผัสพื้น แทนการคิดเรื่องงานไปตลอดทาง

เมื่อไหร่ที่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำสติบำบัด

แม้การฝึกด้วยตัวเองจะช่วยได้มาก แต่ในบางสภาวะจิตใจที่หนักหน่วง เช่น การมีอาการแพนิคบ่อยครั้ง ความวิตกกังวลที่ควบคุมไม่ได้ หรืออาการซึมเศร้า การทำสติบำบัดแบบที่มีนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์คอยแนะนำอย่างใกล้ชิด (Mindfulness-Based Therapy) จะมีความปลอดภัยและเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่า เพราะจะมีการปรับรูปแบบการฝึกให้เหมาะสมกับอาการเฉพาะบุคคล

บทสรุปของการมีสติคือการกลับมาเป็นนายของใจตัวเอง

สุดท้ายแล้ว เป้าหมายของการทำสติบำบัดไม่ใช่การทำให้เราไร้ความรู้สึกหรือไม่มีเรื่องเครียดเลย แต่คือการสร้างพื้นที่ว่างระหว่างความคิดกับปฏิกิริยาตอบสนองของเรา เพื่อให้เรามีเวลาเลือกที่จะตอบโต้กับปัญหาด้วยความใจเย็น แทนที่จะปล่อยให้อารมณ์พาไป เมื่อหมั่นฝึกฝนจนชำนาญ เราจะพบว่าตัวเองรับมือกับความท้าทายในชีวิตได้ดีขึ้น และมีความสุขกับรายละเอียดเล็กๆ รอบตัวได้มากกว่าที่เคย

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down