เวลาหมอนั่งตรวจในคลินิก มักจะมีคนไข้หลายคนที่เดินเข้ามาด้วยความกังวลใจ พร้อมคำถามยอดฮิตว่า ทำไมไม่ได้เปลี่ยนคู่คนนอนบ่อย แต่ถึงยังติดเชื้อได้ หรือบางคนมั่นใจว่าป้องกันอย่างดีแล้ว ทำไมผลตรวจยังออกมาเป็นหนองใน ความจริงก็คือ เชื้อที่เป็นตัวการของโรคหนองในแท้และหนองในเทียม มีความเก่งในการหลบซ่อนและส่งต่อกันมากกว่าที่หลายคนคิด วันนี้หมอเลยอยากชวนมาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันแบบเจาะลึก แต่ย่อยง่าย เพื่อให้เราเท่าทันและป้องกันตัวเองได้อย่างถูกต้อง
ทำความรู้จัก Neisseria gonorrhoeae และ Chlamydia trachomatis สองแบคทีเรียตัวการ
เวลาพูดถึงโรคหนองใน เรามักจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ หนองในแท้ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อทางการแพทย์ว่า Neisseria gonorrhoeae และหนองในเทียม เกิดจากเชื้อ Chlamydia trachomatis ถึงแม้จะเป็นเชื้อแบคทีเรียคนละสายพันธุ์กัน แต่ทั้งสองตัวนี้เปรียบเหมือนคู่หูที่มักจะพบการติดเชื้อร่วมกันได้บ่อยๆ เพราะชอบอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบเดียวกัน และมีช่องทางแพร่กระจายที่คล้ายคลึงกันมาก
สาเหตุและกลไกการแพร่กระจายเชื้อ ที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง
หากมองในมุมชีววิทยา สาเหตุและกลไกการแพร่กระจายเชื้อ ของทั้งสองตัวนี้ ขึ้นอยู่กับการสัมผัสโดยตรงระหว่างเยื่อบุผิวของผู้ที่มีเชื้อกับเยื่อบุผิวของอีกคนหนึ่ง เชื้อเหล่านี้เป็นเชื้อที่ค่อนข้างอ่อนแอเมื่ออยู่นอกร่างกายมนุษย์ ไม่สามารถลอยอยู่ในอากาศ ไม่ได้ติดจากการจับลูกบิดประตู นั่งโถส้วม หรือใช้ห้องน้ำร่วมกัน แต่ต้องอาศัยสภาวะที่อบอุ่นและมีความชื้นสูงตามเยื่อบุต่างๆ ของร่างกายในการเจริญเติบโต
สัมผัสผ่านทางเยื่อบุ ช่องทางหลักที่เชื้อใช้เดินทาง
เยื่อบุผิวในร่างกายของเรามีความบอบบางและมีหลอดเลือดฝอยมาเลี้ยงจำนวนมาก เชื้อ Neisseria gonorrhoeae และ Chlamydia trachomatis มีโครงสร้างพิเศษบนผิวเซลล์ที่เปรียบเหมือนตะขอเล็กๆ ใช้สำหรับยึดเกาะกับเซลล์เยื่อบุ ไม่ว่าจะเป็นเยื่อบุท่อปัสสาวะ ช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนัก หรือแม้กระทั่งเยื่อบุตาและลำคอ เมื่อเกาะติดได้แล้ว เชื้อจะเริ่มรุกรานเข้าสู่เซลล์และแบ่งตัวเพิ่มจำนวน จนทำให้เกิดการอักเสบตามมา
สัมผัสทางเพศสัมพันธ์ทุกรูปแบบ ไม่ใช่แค่การสอดใส่
หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องมีการหลั่งน้ำอสุจิหรือมีการสอดใส่ทางช่องคลอดอย่างเต็มที่เท่านั้นถึงจะติดเชื้อได้ แต่ในความเป็นจริง เพียงแค่การสัมผัสเนื้อแนบเนื้อระหว่างอวัยวะเพศ การทำออรัลเซ็กส์ หรือการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดกลไกการแพร่เชื้อได้แล้ว สารน้ำหลั่งไม่ว่าจะเป็นน้ำเมือกจากช่องคลอด น้ำหล่อลื่น หรือน้ำอสุจิ แม้เพียงปริมาณเล็กน้อยก็มีเชื้อปนเปื้อนอยู่นับล้านตัว
การแพร่กระจายเชื้อจากแม่สู่ลูกขณะคลอด
นอกจากทางเพศสัมพันธ์แล้ว อีกหนึ่งเส้นทางที่หมออยากเน้นย้ำคือการส่งผ่านเชื้อจากแม่สู่ลูก ขณะที่คุณแม่ที่มีเชื้อแบคทีเรียสองชนิดนี้อยู่ในช่องคลอดทำการคลอดลูกด้วยวิธีธรรมชาติ ทารกจะต้องเดินทางผ่านช่องคลอดและสัมผัสกับเยื่อบุที่มีเชื้ออยู่ ทำให้ทารกมีโอกาสติดเชื้อที่ดวงตา เกิดภาวะเยื่อบุตาอักเสบในเด็กแรกเกิด ซึ่งหากเป็นเชื้อหนองในแท้อาจรุนแรงถึงขั้นทำให้ทารกตาบอดได้ หากไม่ได้รับการหยอดยาป้องกันและรักษาทันทีหลังคลอด
ทำไมถึงแพร่เชื้อต่อได้เรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว?
จุดเด่นที่น่ากลัวที่สุดของเชื้อ Chlamydia trachomatis และ Neisseria gonorrhoeae คือความสามารถในการหลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกัน และการไม่แสดงอาการ โดยเฉพาะในผู้หญิง คนไข้มากกว่าครึ่งหนึ่งที่ติดเชื้อเหล่านี้มักไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เลย หรือมีเพียงตกขาวผิดปกติเล็กน้อยจนคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนในผู้ชาย แม้หนองในแท้มักจะแสดงอาการปัสสาวะแสบขัดหรือมีหนองไหลชัดเจน แต่หนองในเทียมกลับมักซ่อนอาการเอาไว้
เมื่อผู้ติดเชื้อไม่รู้สึกว่าตัวเองป่วย จึงยังคงใช้ชีวิตและมีเพศสัมพันธ์ตามปกติ กลไกการแพร่กระจายเชื้อจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นห่วงโซ่ โดยที่เจ้าตัวไม่เคยรู้เลยว่าเป็นผู้ส่งต่อเชื้อให้คู่นอน
ป้องกันและตัดวงจรการแพร่เชื้ออย่างไรให้ได้ผลจริง?
การตัดวงจรการแพร่กระจายเชื้อไม่ได้ยุ่งยาก แต่ต้องอาศัยความเข้าใจและวินัยในการดูแลตัวเอง
- ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีทุกครั้ง: ถุงยางอนามัยเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการขวางกั้นไม่ให้เยื่อบุสัมผัสกับสารน้ำที่มีเชื้อ ไม่ว่าจะชวนกันมีเพศสัมพันธ์ในรูปแบบใดก็ตาม
- ตรวจคัดกรองเป็นประจำ: สำหรับคนที่มีคู่หลายคน หรือมีการเปลี่ยนคู่นอน การตรวจปัสสาวะหรือตรวจสวอบหาเชื้อปีละครั้ง จะช่วยให้พบเชื้อได้เร็วและรักษาได้ทันก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน
- รักษาร่วมกันทั้งคู่: หากตรวจพบว่าติดเชื้อ ต้องพาคู่นอนมารับการตรวจและกินยาปฏิชีวนะควบคู่กันไปเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อซ้ำไปซ้ำมา