วันก่อนมีคนไข้คนหนึ่งมาปรึกษาหมอด้วยอาการท้องอืด ท้องเสียเรื้อรังมาเป็นเดือน รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หายขาด ซื้อยาแก้ท้องเสียมากินเองก็ช่วยได้แค่ชั่วคราว พอหมอซักประวัติลงลึกไปถึงพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต จึงได้ส่งตรวจอุจจาระ และผลก็ออกมาตามคาด นั่นคือคนไข้กำลังเผชิญกับ โรคพยาธิในลำไส้
หลายคนมักเข้าใจผิดว่า โรคพยาธิในลำไส้ เป็นเรื่องของอดีต หรือจะเกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและสุขอนามัยไม่ดีเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง หมอยังคงเจอคนไข้ที่มีอาการจากพยาธิในลำไส้ได้เรื่อยๆ ในคลินิกประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานออฟฟิศที่ชอบทานอาหารญี่ปุ่นดิบๆ เด็กเล็กที่ชอบเล่นดินเล่นทราย หรือแม้แต่ผู้ที่รักสุขภาพแต่ล้างผักสดไม่สะอาดเพียงพอ เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ใช่เรื่องน่าอายที่จะทำความเข้าใจเลย
พยาธิที่ชอบแอบหนีมาอยู่ในท้องของเรา มีชนิดไหนบ้าง?
พยาธิที่สามารถเข้ามาเติบโตและก่อโรคในระบบทางเดินอาหารของมนุษย์มีหลากหลายสายพันธุ์ โดยหมอขอแบ่งกลุ่มง่ายๆ ตามลักษณะรูปร่างเพื่อให้เข้าใจได้เห็นภาพชัดเจนขึ้นดังนี้
กลุ่มพยาธิตัวกลม: ตัวจิ๋วร้ายลึกที่เข้าสู่ร่างกายได้ง่ายที่สุด
- พยาธิเส้นด้าย (หรือพยาธิเข็มหมุด): พยาธิชนิดนี้พบได้บ่อยมากในเด็กเล็ก ตัวมีขนาดเล็กคล้ายเส้นด้ายสีขาว มักจะออกมาวางไข่รอบๆ ทวารหนักในตอนกลางคืน ทำให้เด็กมีอาการคันก้นยิบๆ จนรบกวนการนอนหลับ และสามารถติดต่อสู่คนอื่นในครอบครัวได้ง่ายมากผ่านการสัมผัสสิ่งของร่วมกัน
- พยาธิปากขอ: ตัวอ่อนของพยาธิชนิดนี้อาศัยอยู่ตามพื้นดินแฉะๆ สามารถไชทะลุผ่านผิวหนังบริเวณเท้าเปล่าของเราเข้ามาได้โดยตรง จากนั้นจะเดินทางตามกระแสเลือดไปจนถึงลำไส้เล็กเพื่อเกาะดูดเลือด ทำให้ร่างกายสูญเสียเลือดเรื้อรัง
- พยาธิตัวกลมชนิดอื่นๆ: เช่น พยาธิแส้ม้า หรือพยาธิเส้นด้ายในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งมักปนเปื้อนมากับดิน น้ำ หรือผักผลไม้ที่ล้างไม่สะอาด
กลุ่มพยาธิตัวแบน: พยาธิตัวตืดจากเนื้อสัตว์ดิบที่ยาวได้หลายเมตร
- พยาธิตัวตืด: ที่พบบ่อยคือ ตืดหมู และ ตืดวัว ตัวอ่อนของพยาธิจะอยู่ในกล้ามเนื้อของหมูหรือวัวในลักษณะเป็นเม็ดสาคู เมื่อเรากินเนื้อสัตว์เหล่านี้ที่ปรุงไม่สุก พยาธิจะเติบโตในลำไส้ของเราและสามารถยาวได้หลายเมตร คอยแย่งสารอาหารจากร่างกาย
กลุ่มพยาธิใบไม้: อันตรายจากการกินปลาน้ำจืดดิบ
- พยาธิใบไม้ในลำไส้: มักติดต่อจากการกินปลาน้ำจืดดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ รวมถึงพืชน้ำบางชนิดที่มีตัวอ่อนของพยาธิเกาะอยู่ แม้จะมีขนาดเล็กแต่หากสะสมในปริมาณมากก็สามารถสร้างปัญหาเรื้อรังต่อระบบย่อยอาหารได้
สัญญาณเตือนจากร่างกายที่บอกว่า กำลังมีผู้บุกรุกในลำไส้
อาการของ โรคพยาธิในลำไส้ มีตั้งแต่ไม่มีอาการเลยไปจนถึงอาการรุนแรง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของพยาธิที่อยู่ในร่างกาย หากสังเกตเห็นสัญญาณเตือนเหล่านี้ หมอแนะนำว่าควรลองไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กทางเดินอาหาร
- มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายเรื้อรัง: ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้องรอบๆ สะดือ หรือมีอาการท้องเสียสลับท้องผูกเป็นประจำโดยหาสาเหตุไม่ได้
- น้ำหนักลดฮวบฮาบแบบผิดปกติ: ทั้งที่ยังกินอาหารในปริมาณเท่าเดิม หรือบางรายอาจจะมีอาการหิวบ่อย กินจุแต่ร่างกายกลับซูบผอมลงเรื่อยๆ เนื่องจากพยาธิคอยแย่งสารอาหารไปใช้
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และซีด: อาการนี้เด่นชัดมากในผู้ที่เป็นพยาธิปากขอ เพราะพยาธิจะเกาะดูดเลือดที่ผนังลำไส้ ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กเรื้อรัง
- คันยิบๆ บริเวณทวารหนัก: โดยเฉพาะในเด็กเล็กและมักจะคันมากในช่วงเวลากลางคืนหรือเช้ามืด ทำให้นอนหลับไม่สนิทและงอแงผิดปกติ
- สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติในอุจจาระ: บางครั้งอาจพบตัวพยาธิ หรือปล้องพยาธิตัวตืดที่หลุดปนออกมากับอุจจาระ ซึ่งมีลักษณะคล้ายเส้นบะหมี่หรือแผ่นแป้งเล็กๆ ที่ขยับได้
พยาธิเหล่านี้เดินทางเข้ามาอยู่ในตัวเราได้อย่างไร?
วงจรการติดต่อของ โรคพยาธิในลำไส้ ส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันและการรับประทานอาหารเป็นหลัก โดยเส้นทางการเข้าสู่ร่างกายมีดังนี้
- การกินอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน: การรับประทานอาหารดิบ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ เช่น ลาบ ก้อย กุ้งเต้น ซาชิมิ รวมถึงการดื่มน้ำที่ไม่ผ่านการต้มสุกที่อาจปนเปื้อนไข่พยาธิ
- ผักสดที่ล้างไม่สะอาด: แปลงผักบางแห่งอาจใช้ปุ๋ยมูลสัตว์หรือน้ำจากแหล่งธรรมชาติที่มีไข่พยาธิปนเปื้อน หากเรานำมารับประทานสดๆ โดยไม่ล้างให้สะอาด ไข่พยาธิเหล่านั้นก็จะเข้าสู่ร่างกายโดยตรง
- สุขอนามัยส่วนบุคคล: การไม่ล้างมือให้สะอาดหลังการเข้าห้องน้ำ หรือหลังการหยิบจับสิ่งสกปรก แล้วนำมือมาหยิบอาหารเข้าปาก โดยเฉพาะในเด็กที่มักเอาของเล่นหรือนิ้วมือเข้าปาก
- การสัมผัสทางผิวหนังโดยตรง: การเดินเท้าเปล่าย่ำไปบนพื้นดินที่ชื้นแฉะหรือดินทรายที่ปนเปื้อนอุจจาระที่มีตัวอ่อนของพยาธิปากขอ
รักษาโรคพยาธิในลำไส้อย่างถูกวิธี ทำไมไม่ควรซื้อยาถ่ายพยาธิมากินเอง?
เมื่อสงสัยว่าตัวเองเป็นพยาธิ หลายคนมักเลือกที่จะเดินไปร้านยาเพื่อซื้อยาถ่ายพยาธิมากินเอง ซึ่งหมอไม่แนะนำให้ทำแบบนั้น เพราะพยาธิแต่ละชนิดตอบสนองต่อยารักษาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
การเลือกใช้ยาถ่ายพยาธิที่ถูกต้องจำเป็นต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ ตัวอย่างเช่น ยาที่ใช้รักษาพยาธิตัวกลม (เช่น Mebendazole หรือ Albendazole) จะใช้ปริมาณและระยะเวลาที่ต่างจากการรักษาพยาธิตัวตืด และหากเป็นพยาธิใบไม้ก็ต้องใช้ยาเฉพาะทางอย่าง Praziquantel นอกจากนี้ การกินยาถ่ายพยาธิชนิดตัวตืดผิดวิธีหรือในขนาดยาที่ไม่เหมาะสม อาจกระตุ้นให้พยาธิปล่อยไข่ออกมาในลำไส้ และเกิดการย้อนกลับของไข่พยาธิขึ้นไปฝังตัวตามกล้ามเนื้อหรือสมองจนเกิดอันตรายถึงชีวิตได้
ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือการมาพบแพทย์เพื่อส่งตรวจอุจจาระด้วยกล้องจุลทรรศน์ เมื่อทราบชนิดพยาธิที่แน่ชัดแล้ว แพทย์จึงจะสามารถจ่ายยาที่ตรงจุด ปลอดภัย และรักษาให้หายขาดได้จริง
วิธีตัดวงจรพยาธิเพื่อดูแลตัวเองและครอบครัวให้ปลอดภัย
การป้องกันไม่ให้พยาธิกลับมาทำร้ายเราอีกสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ดังนี้
- ยึดหลักกินร้อนและปรุงสุกเสมอ: หลีกเลี่ยงการทานเนื้อสัตว์ดิบ ทั้งเนื้อหมู เนื้อวัว ปลาน้ำจืด และอาหารทะเล ควรปรุงผ่านความร้อนจนสุกดีทั่วถึงก่อนรับประทาน
- ล้างผักผลไม้ให้สะอาดแบบไหลผ่าน: ควรล้างผักสดโดยเปิดน้ำไหลผ่านอย่างน้อย 5-10 นาที หรือใช้ผงโซเดียมไบคาร์บอเนต (เบกกิ้งโซดา) ช่วยล้าง เพื่อลดการตกค้างของไข่พยาธิ
- ใส่รองเท้าทุกครั้งเมื่ออยู่นอกบ้าน: หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าบนดินเปียกแฉะ สนามหญ้า หรือทราย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเลี้ยงสัตว์เพื่อป้องกันพยาธิปากขอไชเข้าผิวหนัง
- สร้างสุขอนามัยการล้างมือ: ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งหลังขับถ่าย หลังสัมผัสสัตว์เลี้ยง และก่อนหยิบจับอาหารเข้าปาก
- ถ่ายพยาธิให้สัตว์เลี้ยงในบ้านเป็นประจำ: สัตว์เลี้ยงเช่นสุนัขและแมวสามารถเป็นพาหะนำพยาธิมาสู่คนได้ ควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจเช็กและรับยาถ่ายพยาธิอย่างสม่ำเสมอ
โรคพยาธิในลำไส้ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไป แต่เป็นเรื่องที่เราควรตื่นตัวและใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของการใช้ชีวิต หากตัวคุณเองหรือคนในครอบครัวเริ่มมีอาการน่าสงสัย หมอแนะนำให้เข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้อง ดีกว่าการเดาและซื้อยามารับประทานเอง เพื่อสุขภาพลำไส้ที่ดีและความปลอดภัยในระยะยาว