หมอเชื่อว่าคุณแม่มือใหม่หลายคนคงเคยเผชิญกับช่วงเวลาที่นั่งจ้องผ้าอ้อมของลูกน้อย แล้วเกิดความกังวลใจเมื่อเห็นสีหรือลักษณะอึของลูกเปลี่ยนไปจากเมื่อวาน คำถามแรกที่มักจะผุดขึ้นมาในหัวก็คือ เมื่อวานเรากินอะไรผิดสำแดงไปหรือเปล่า ความกังวลนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะในความเป็นจริงแล้ว อิทธิพลของอาหารที่มารดารับประทานต่อระบบขับถ่ายของทารกนั้นมีอยู่จริง และเป็นเรื่องที่อธิบายได้ด้วยหลักการทำงานของร่างกาย
สำหรับทารกที่ดื่มนมแม่เป็นหลัก ลำไส้ของเขาจะไวต่อสิ่งกระตุ้นอย่างมาก และสารอาหารเกือบทั้งหมดที่เขาได้รับก็กลั่นกรองมาจากอาหารที่คุณแม่กินเข้าไปในแต่ละวันนั่นเอง วันนี้หมอจะมาชวนคุยแบบเข้าใจง่ายๆ ว่าสิ่งที่เคี้ยวลงท้องแม่ ส่งผลต่อก้นน้อยๆ ของลูกได้อย่างไรบ้าง
น้ำนมแม่เดินทางอย่างไร: สิ่งที่คุณแม่กินส่งตรงถึงท้องลูกได้อย่างไร
ก่อนอื่นหมออยากให้ทำความเข้าใจกลไกการผลิตน้ำนมก่อนเพื่อคลายความกังวล อาหารที่คุณแม่กินเข้าไปจะถูกย่อยในกระเพาะและลำไส้ จากนั้นสารอาหารจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ร่างกายของคุณแม่จะดึงเอาสารอาหารจากกระแสเลือดนี้มาใช้ในการผลิตน้ำนมแม่
ดังนั้น อาหารที่แม่กินไม่ได้ตกลงไปในท้องลูกโดยตรงเหมือนเวลาเราเทน้ำจากแก้วหนึ่งไปอีกแก้วหนึ่ง แต่สิ่งที่ส่งผ่านไปถึงลูกคือ โมเลกุลของโปรตีน กลิ่น และสารเคมีบางชนิด ที่ละลายในกระแสเลือดและปนออกมากับน้ำนม ซึ่งสารเหล่านี้เองที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการย่อยและการขับถ่ายของลูกน้อย
อาหารกลุ่มไหนที่คุณแม่กินแล้ว อาจทำให้ลูกน้อยท้องอืดและมีแก๊สในกระเพาะ
คุณแม่หลายคนสังเกตว่า พอกินอาหารบางอย่างเข้าไป วันต่อมาลูกจะดูงอแง ถีบขาไปมาเหมือนปวดท้อง และอึบ่อยขึ้นหรือผายลมบ่อย อาหารกลุ่มหลักๆ ที่มักส่งผลกระทบ ได้แก่
- อาหารกลุ่มนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนม: โปรตีนจากนมวัวที่คุณแม่ดื่มสามารถเล็ดลอดผ่านน้ำนมแม่ไปสู่ลูกได้ ซึ่งระบบย่อยอาหารของทารกบางคนยังไม่แข็งแรงพอที่จะย่อยโปรตีนโมเลกุลใหญ่เหล่านี้ ทำให้เกิดแก๊ส ท้องอืด หรือถ่ายเหลวได้
- ผักที่ทำให้เกิดแก๊สสูง: เช่น บรอกโคลี กะหล่ำปลี หอมใหญ่ และถั่วต่างๆ แม้ว่าใยอาหารหรือไฟเบอร์จากผักเหล่านี้จะไม่สามารถผ่านน้ำนมแม่ไปได้ แต่สารระเหยและน้ำตาลบางชนิดที่ทำให้เกิดแก๊สสามารถผ่านไปได้ ซึ่งอาจทำให้ลูกน้อยรู้สึกแน่นท้องและขับถ่ายกะปริบกะปรอย
- คาเฟอีนและเครื่องดื่มรสหวาน: ชา กาแฟ หรือน้ำอัดลมที่คุณแม่ดื่ม คาเฟอีนสามารถผ่านสู่น้ำนมและกระตุ้นลำไส้ของทารกให้ทำงานไวขึ้น ทำให้ลูกนอนยากและถ่ายบ่อยกว่าปกติ
เมื่ออาหารของแม่กระตุ้นอาการแพ้ผ่านน้ำนม สังเกตจากอึของลูกอย่างไร
นอกเหนือจากอาการท้องอืดธรรมดาแล้ว อิทธิพลของอาหารที่มารดารับประทานยังอาจแสดงออกในรูปแบบของอาการแพ้ผ่านน้ำนมแม่ ซึ่งอาการแพ้นี้มักจะสะท้อนออกมาทางลักษณะของอุจจาระทารกอย่างชัดเจน
หากคุณแม่รับประทานอาหารกลุ่มเสี่ยง เช่น นมวัว ถั่วเหลือง แป้งสาลี หรืออาหารทะเล แล้วพบว่าลูกมีลักษณะอึดังต่อไปนี้ อาจเป็นสัญญาณของการแพ้:
- อึมีมูกเลือดปน: ถือเป็นอาการเตือนสำคัญที่บ่งบอกว่าลำไส้ของลูกเกิดการอักเสบจากการระคายเคืองต่อโปรตีนแปลกปลอม
- อึเหลวเป็นน้ำและมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวจัด: เกิดจากการที่ลำไส้ไม่สามารถย่อยอาหารได้ตามปกติ ทำให้อาหารหมักหมมและเกิดกรดในลำไส้
- ก้นแดงเป็นวงกว้าง: อึที่มีความเป็นกรดสูงจะกัดผิวหนังบริเวณรอบก้นของลูกจนเป็นผื่นแดงแสบร้อน
ปรับเมนูอาหารของคุณแม่ เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายของลูกกลับมาสมดุล
หากพบว่าลูกเริ่มมีอาการท้องผูก อึแข็ง หรือในทางตรงกันข้ามคือถ่ายเหลวบ่อยเกินไป หมอแนะนำให้คุณแม่ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินทีละนิด โดยเริ่มจากวิธีง่ายๆ เหล่านี้
1. ทำบันทึกการกินอาหาร (Food Diary)
วิธีนี้ช่วยได้มาก ให้คุณแม่จดรายละเอียดสิ่งที่กินในแต่ละมื้อควบคู่ไปกับการสังเกตลักษณะอึและอาการของลูก หากพบว่าวันไหนที่กินอาหารกลุ่มเสี่ยงแล้วลูกอึผิดปกติ จะได้ระบุตัวการได้ง่ายขึ้น
2. ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ
ปริมาณน้ำที่คุณแม่ดื่มส่งผลโดยตรงต่อปริมาณน้ำนม หากแม่ดื่มน้ำน้อยเกินไป น้ำนมอาจจะข้นและมีปริมาณลดลง ซึ่งอาจส่งผลอ้อมทำให้ทารกได้รับน้ำไม่เพียงพอและเกิดอาการท้องผูกได้ การดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้วจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
3. รับประทานอาหารที่ย่อยง่ายและสะอาด
เน้นอาหารปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดจ้านเกินไป แม้ว่าพริกหรือความเผ็ดร้อนจะไม่ผ่านไปในน้ำนมจนทำให้ลูกแสบท้อง แต่น้ำมันและสารปรุงรสบางอย่างในอาหารรสจัดอาจระคายเคืองต่อระบบย่อยอาหารของแม่ และส่งผลต่อความสมดุลของน้ำนมได้
อึแบบไหนของลูกน้อยที่เป็นสัญญาณเตือนว่า ถึงเวลาต้องพาไปพบแพทย์
แม้ว่าอึของทารกจะเปลี่ยนไปตามอาหารที่คุณแม่กิน แต่ก็มีสัญญาณอันตรายบางอย่างที่คุณแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจและต้องรีบพาลูกมาพบหมอทันที:
- อึมีสีซีด ขาว หรือเทา: อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะท่อน้ำดีอุดตัน ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนทางการแพทย์
- อึมีเลือดปนชัดเจน: ไม่ว่าจะเป็นเลือดสดหรือเป็นลิ่มเลือดสีดำ
- ลูกมีอาการขาดน้ำ: ปัสสาวะน้อยลง (ผ้าอ้อมแห้งนานกว่า 6 ชั่วโมง) ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา หรือซึมลง
- ท้องเสียรุนแรง: ถ่ายเป็นน้ำปริมาณมากและบ่อยครั้ง ร่วมกับมีไข้หรืออาเจียน
ร่างกายของทารกแต่ละคนมีความอ่อนโยนและตอบสนองต่ออาหารต่างกัน การสังเกตและค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเมนูอาหารของคุณแม่คือหัวใจสำคัญที่สุดในการดูแลสุขภาพท้องไส้ของลูกน้อยให้แข็งแรงและเติบโตอย่างสมวัย