เวลาที่คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงลูกน้อยไปสักระยะ หนึ่งในความกังวลใจที่มักเกิดขึ้นเงียบๆ ในใจคือ ลูกเราโตสมวัยหรือเปล่า ทำไมเพื่อนข้างบ้านพูดได้เยอะแล้ว แต่ลูกเรายังอ้อแอ้อยู่เลย หรือทำไมลูกถึงดูซนผิดปกติจนควบคุมยาก ความกังวลเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยครับ ในฐานะหมอที่เจอคุณพ่อคุณแม่พาเด็กๆ มาปรึกษาเรื่องนี้บ่อยๆ ผมเข้าใจดีว่าหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่นั้นมีความคาดหวังและห่วงลูกมากแค่ไหน
การที่เด็กคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาได้อย่างราบรื่น ทั้งเรื่องความคิด อารมณ์ และการเข้าสังคม ไม่ได้วัดแค่ความสูงหรือน้ำหนักบนกราฟสุขภาพเท่านั้น แต่จิตใจและสมองของเขากำลังเติบโตไปพร้อมกันอย่างซับซ้อน ซึ่งบางครั้งความช่วยเหลือจากคนในครอบครัวอย่างเดียวอาจยังไม่พอ การพาเด็กๆ มาพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการประเมินจึงเป็นเหมือนการเปิดไฟฉายส่องทางให้เราเข้าใจลูกได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นครับ
ลูกมีพฤติกรรมแบบไหน ถึงเวลาต้องพามาเช็กพัฒนาการจิตวิทยากันแล้ว
หลายคนมักถามผมว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่ควรพามาพบแพทย์หรือนักจิตวิทยาเด็ก จริงๆ แล้วเราไม่ต้องรอให้มีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นหรอกครับ หากสังเกตเห็นสัญญาณเตือนเหล่านี้ ก็ควรเข้ามาพูดคุยกันได้เลย
- พัฒนาการด้านภาษาล่าช้ากว่าวัย: เช่น อายุสองขวบแล้วยังพูดเป็นคำที่มีความหมายไม่ได้ หรือเรียกชื่อคนในบ้านไม่ค่อยได้
- การเข้าสังคมและอารมณ์: เด็กดูไม่ค่อยสบตา ไม่สนใจคนรอบข้าง เล่นกับเพื่อนไม่เป็น หรือมีอารมณ์ฉุนเฉียว ร้องอาละวาดรุนแรงจนปลอบยากเกินกว่าปกติ
- พฤติกรรมซนและสมาธิสั้น: อยู่ไม่นิ่ง วิ่งพล่านตลอดเวลา ไม่สามารถจดจ่อกับกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งได้นานแม้จะเป็นของเล่นที่ชอบ
- พฤติกรรมการกินและการนอน: มีปัญหาเรื่องการกินยากผิดปกติ หรือนอนหลับยากตื่นบ่อยจนกระทบกับชีวิตประจำวัน
ขั้นตอนการตรวจประเมิน: คุณหมอและนักจิตวิทยาเขาทำอะไรกันบ้างในห้องตรวจ
เวลาพาเด็กๆ มาประเมินพัฒนาการทางจิตวิทยา คุณพ่อคุณแม่อมกังวลว่าลูกจะต้องโดนเจาะเลือดหรือทำอะไรน่ากลัวไหม บอกเลยว่าโล่งใจได้ครับ บรรยากาศในห้องประเมินจะเหมือนห้องเล่นของเล่นมากกว่าห้องตรวจโรคเสียอีก
พูดคุยเก็บข้อมูลเบื้องต้นจากมุมมองของคนใกล้ชิด
ก่อนจะเจอตัวเด็ก ทางผู้เชี่ยวชาญจะชวนคุณพ่อคุณแม่คุยก่อน เพื่อสอบถามพฤติกรรมตั้งแต่แรกเกิด ประวัติการเลี้ยงดู ความสัมพันธ์ในครอบครัว และสิ่งที่กังวลใจ ข้อมูลส่วนนี้สำคัญมากเพราะพ่อแม่คือคนที่รู้จักลูกดีที่สุดในทุกๆ วัน
สังเกตการณ์ผ่านการเล่นและการทำกิจกรรมของเด็ก
เมื่อถึงเวลาประเมินเด็กๆ ผู้เชี่ยวชาญจะใช้เครื่องมือมาตรฐานและเกมสนุกๆ มาชวนเด็กทำ เพื่อดูว่าทักษะการคิด การแก้ปัญหา การใช้กล้ามเนื้อมือ และการตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวของเด็กเป็นอย่างไร เด็กๆ มักจะเพลิดเพลินจนลืมไปเลยว่ากำลังโดนประเมินอยู่
สรุปผลและวางแนวทางดูแลร่วมกับครอบครัว
หลังจากได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว ผู้เชี่ยวชาญจะอธิบายให้ฟังอย่างละเอียดว่า ลูกมีจุดเด่นตรงไหน และมีพัฒนาการด้านใดที่ยังต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติม โดยเราจะไม่แปะป้ายตีตราเด็ก แต่เราจะมองหาทางออกร่วมกันว่า จะช่วยส่งเสริมเขาอย่างไรให้เติบโตได้เต็มศักยภาพ
ข้อดีของการรู้เร็ว ช่วยให้เราปรับวิธีดูแลลูกได้ทันท่วงที
การพาเด็กมาประเมินตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหรือน่าอายเลยครับ กลับเป็นข้อดีเสียอีก เพราะในช่วงวัยเด็ก สมองของเขามีความยืดหยุ่นสูงมากเปรียบเสมือนฟองน้ำที่พร้อมเรียนรู้ หากเราพบว่าส่วนไหนต้องได้รับการกระตุ้นเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมบำบัด การฝึกพูด หรือการปรับพฤติกรรมในครอบครัว เราก็จะสามารถเริ่มต้นช่วยเหลือเขาได้ทันที ก่อนที่ปัญหาเล็กๆ จะกลายเป็นอุปสรรคใหญ่โตเมื่อเขาโตขึ้นไปโรงเรียน
จำไว้นะครับว่า เด็กแต่ละคนมีจังหวะชีวิตและการเติบโตที่ไม่เท่ากัน หน้าที่ของเราไม่ใช่การเร่งให้เขาต้องวิ่งให้ทันคนอื่น แต่เป็นการคอยมองดู อยู่เคียงข้าง และพร้อมพาเขาไปรับความช่วยเหลือที่ถูกต้องในยามที่เขาต้องการครับ