ลูกเริ่มโตขึ้นทุกวัน แต่ทำไมคุณพ่อคุณแม่ถึงแอบกังวลใจเรื่องพัฒนาการ
เวลาผมนั่งตรวจที่คลินิก สิ่งหนึ่งที่มักจะได้ยินคุณพ่อคุณแม่ป้ายแดงหรือแม้แต่คุณพ่อคุณแม่ลูกสองปรัับทุกข์อยู่บ่อยๆ คือ ความกังวลว่าทำไมลูกถึงยังพูดช้า เดินช้ากว่าเพื่อนบ้าน หรือดูสนใจสิ่งรอบตัวไม่เหมือนเด็กวัยเดียวกัน ความกังวลเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมชาติมากๆ ครับ เพราะในฐานะคนเป็นพ่อเป็นแม่ ย่อมอยากเห็นลูกเติบโตสมวัยในทุกๆ ด้าน
แต่บางครั้ง การรอคอยด้วยความหวังว่าเดี๋ยวลูกก็คงทันเพื่อนเอง อาจทำให้เราเผลอพลาดช่วงเวลาทองในการช่วยเหลือไปโดยไม่รู้ตัว นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการพาลูกน้อยมาเข้ารับการประเมินพัฒนาการทางจิตวิทยาโดยผู้เชี่ยวชาญ ถึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ใช่เพราะลูกมีปัญหา แต่เป็นการเช็กความพร้อมเพื่อให้เราดูแลเขาได้ถูกทางต่างหาก
สัญญาณเตือนแบบไหน ที่แปลว่าเราควรพามาพบผู้เชี่ยวชาญได้แล้ว
เด็กแต่ละคนมีจังหวะชีวิตของตัวเองครับ บางคนเดินเร็วพูดช้า บางคนพูดเก่งแต่ขี้อาย นั่นไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร แต่ถ้าเริ่มมีสัญญาณบางอย่างที่สะดุดตาและขัดกับเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป การพามาปรึกษาหมอหรือนักจิตวิทยาเด็กจะช่วยให้ความกระจ่างได้ดีที่สุด
เราลองมาสังเกตลูกน้อยที่บ้านกันดูครับว่า มีพฤติกรรมเหล่านี้ไหม:
- ด้านภาษาและการสื่อสาร: เรียกชื่อแล้วไม่หัน ไม่สบตา หรืออายุขวบครึ่งแล้วยังพูดคำที่มีความหมายไม่ได้เลย
- ด้านสังคมและอารมณ์: ไม่ยิ้มตอบ ไม่แสดงอารมณ์ร่วม เล่นกับเพื่อนไม่เป็น หรือดูเหมือนอยู่ในโลกส่วนตัวสูงเกินไป
- ด้านการเคลื่อนไหว: กล้ามเนื้อมัดใหญ่ดูเกร็งหรืออ่อนแรงเกินไป ทรงตัวได้ไม่ดี หรือเด็กโตแล้วยังมีปัญหาเรื่องการควบคุมกล้ามเนื้อ
- พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป: อยู่ไม่นิ่งเลยในระดับที่ผิดปกติ หงุดหงิดง่าย ร้องอาละวาดรุนแรงจนรับมือไม่ไหว
เบื้องหลังห้องตรวจ: ผู้เชี่ยวชาญเขาประเมินพัฒนาการลูกน้อยกันอย่างไรบ้าง
คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักจะกลัวเวลาได้ยินคำว่าประเมินทางจิตวิทยา เพราะกลัวว่าลูกจะโดนสอบสวน หรือกลัวผลลัพธ์ที่ออกมาจะน่ากลัว อยากให้สบายใจได้เลยครับ บรรยากาศในการตรวจประเมินไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลย
กระบวนการจริงๆ จะเหมือนกับการชวนเด็กๆ เล่นสนุกเสียมากกว่าครับ ผู้เชี่ยวชาญจะใช้เครื่องมือมาตรฐานและของเล่นหลากหลายชนิด เพื่อดูทักษะการแก้ปัญหา การสื่อสาร และการตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวของเด็ก โดยแบ่งเป็นขั้นตอนหลักๆ ดังนี้ครับ
พูดคุยเก็บข้อมูลจากคุณพ่อคุณแม่
เพราะคนที่รู้จักลูกดีที่สุดก็คือคนในครอบครัว ผู้เชี่ยวชาญจะเริ่มจากการพูดคุยถึงกิจวัตรประจำวัน ประวัติสุขภาพตั้งแต่ตั้งครรภ์ และพฤติกรรมที่บ้าน เพื่อประกอบการวิเคราะห์ภาพรวมทั้งหมด
การสังเกตและทดสอบผ่านการเล่น
ขั้นตอนนี้เด็กๆ จะสนุกที่สุดครับ เพราะผู้เชี่ยวชาญจะชวนต่อบล็อกไม้ วาดรูป หรือเล่นเกมตามช่วงวัย เพื่อดูทักษะทางสมอง การประสานงานของร่างกาย และวิธีที่เด็กจัดการกับอารมณ์ของตัวเองในสถานการณ์ต่างๆ
ข้อดีของการรู้เร็ว ช่วยให้เราวางแผนรับมือและส่งเสริมลูกได้ตรงจุด
สมองของเด็กในช่วงขวบปีแรกๆ มีความยืดหยุ่นสูงมาก เปรียบเสมือนฟองน้ำที่พร้อมจะเรียนรู้และปรับตัว การที่เราพามาประเมินตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ได้แปลว่าตีตราว่าเด็กมีปัญหา แต่เป็นการค้นหาจุดเด่นและจุดที่ต้องเสริมสร้าง
หากผลประเมินออกมาว่าพัฒนาการปกติดี คุณพ่อคุณแม่ก็จะได้ความสบายใจกลับไปพร้อมเทคนิคเลี้ยงลูกเพิ่มขึ้น แต่ถ้าพบว่ามีส่วนไหนที่ล่าช้า เราก็จะได้เริ่มกระบวนการกระตุ้นพัฒนาการหรือบำบัดรักษาได้ทันท่วงที ซึ่งจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีกว่าการรอให้โตแล้วค่อยแก้ปัญหาอย่างแน่นอนครับ
ปรับมุมมองใหม่ การพามาตรวจเช็กพัฒนาการคือความรักและความใส่ใจ
สุดท้ายนี้อยากบอกคุณพ่อคุณแม่ทุกคนว่า อย่าเพิ่งกังวลหรือรู้สึกผิดถ้าลูกอาจจะมีพัฒนาการบางด้านที่ไม่เป็นไปตามคาด การยอมรับความจริงและการพามาพบผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้อง คือของขวัญที่มีค่าที่สุดที่เราจะมอบให้กับอนาคตของลูกได้ครับ เปิดใจให้กว้างแล้วเดินเข้ามาปรึกษาพวกเราได้เลยครับ