เวลาที่คนไข้มาหาหมอด้วยอาการปัสสาวะขัด หรือมีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ ส่วนใหญ่เรามักจะนึกถึงโรคยอดฮิตอย่างกระเพาะปัสสาวะอักเสบ นิ่ว หรือต่อมลูกโตในผู้ชายเป็นอันดับแรก แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า อาการเหล่านี้บางครั้งอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยเงียบของโรคร้ายที่ซ่อนอยู่ลึกกว่านั้น นั่นคือ โรคมะเร็งท่อปัสสาวะ ที่แม้จะพบได้ไม่บ่อยนัก แต่ถ้ารู้จักทันและสังเกตอาการตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ ก็ช่วยเพิ่มโอกาสรักษาให้หายขาดได้มากทีเดียว
ทำความรู้จักท่อปัสสาวะและเจ้ามะเร็งตัวร้ายนี้กันหน่อย
ท่อปัสสาวะของคนเราเปรียบเสมือนท่อระบายน้ำทิ้งขนาดเล็ก ทำหน้าที่ส่งน้ำปัสสาวะจากกระเพาะปัสสาวะออกสู่ภายนอกร่างกาย ในผู้ชายท่อนี้จะยาวกว่าผู้หญิงเพราะต้องวิ่งผ่านอวัยวะเพศ ส่วนในผู้หญิงจะสั้นกว่า เมื่อเซลล์เนื้อเยื่อบุผิวภายในท่อเจ้ากรรมนี้เกิดความผิดปกติ แบ่งตัวลุกลามอย่างไร้การควบคุม เจ้าก้อนเนื้อร้ายก็เลยก่อตัวขึ้นมา ซึ่งชนิดของเซลล์มะเร็งก็จะมี 3 แบบหลักๆ ตามประเภทของเซลล์เยื่อบุ ได้แก่ สความัสเซลล์ (Squamous cell carcinoma) ที่พบบ่อยที่สุด ยูโรเทลียลเซลล์ (Urothelial carcinoma) และอะดีโนคาร์ซิโนมา (Adenocarcinoma) ที่พบได้น้อยลงมาหน่อย
สัญญาณเตือนภัยแบบไหนที่ฟ้องว่ามีความผิดปกติในท่อปัสสาวะ?
เนื่องจากท่อปัสสาวะเป็นทางผ่านของเสีย เวลาที่มีก้อนเนื้อหรือแผลเกิดขึ้นตรงนี้ ร่างกายจึงส่งเสียงร้องเตือนออกมาผ่านกิจวัตรประจำวันที่เราทำกันอยู่ทุกวัน อาการที่ต้องคอยสังเกตให้ดีมีดังนี้
- มีเลือดปนมากับปัสสาวะ: อาจจะเห็นเป็นสีชมพูจางๆ สีแดงสด หรือปัสสาวะแล้วมีลิ่มเลือดปนออกมาด้วย
- ปัสสาวะลำบากหรือติดขัด: รู้สึกว่าต้องเบ่งมากกว่าปกติ สายปัสสาวะอ่อนแรงลง หรือไหลเป็นหยดๆ
- เจ็บแสบเวลาปัสสาวะ: เหมือนเวลาเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ แต่รักษาด้วยยาปฏิชีวนะแล้วไม่หายสักที
- มีก้อนเนื้อหรือแผล: คลำเจอหรือสังเกตเห็นก้อนเนื้อโผล่บริเวณปากท่อปัสสาวะ หรือมีตุ่มแผลเรื้อรังที่ไม่ยอมหาย
- ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต: บางคนอาจคลำเจอก้อนที่บริเวณขาหนีบ ซึ่งแปลว่ามะเร็งเริ่มลามไปบ้างแล้ว
ปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้างที่กระตุ้นให้เกิดโรคนี้
หมออธิบายให้คนไข้ฟังเสมอว่า โรคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มักจะมีตัวการบางอย่างคอยสะสมความระคายเคืองมาเป็นเวลานาน ปัจจัยหลักๆ ที่พบได้บ่อย ได้แก่ การติดเชื้ออักเสบเรื้อรังในทางเดินปัสสาวะ การมีประวัติเป็นนิ่วในท่อปัสสาวะเรื้อรังที่ปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา รวมถึงการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) บางสายพันธุ์ที่อาจมีส่วนเพิ่มความเสี่ยง นอกจากนี้ โรคนี้ยังพบในผู้หญิงได้มากกว่าผู้ชายเล็กน้อย โดยมักจะพบในช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไปเป็นส่วนใหญ่
แพทย์ตรวจวินิจฉัยอย่างไรเมื่อสงสัยว่าเป็นโรคมะเร็งท่อปัสสาวะ
เมื่อคนไข้มาด้วยอาการน่าสงสัย หมอจะไม่ด่วนสรุป แต่จะต้องมีการตรวจยืนยันให้แน่ชัด เริ่มตั้งแต่การซักประวัติ ตรวจร่างกายเบื้องต้น ตรวจปัสสาวะเพื่อหาความผิดปกติ และขั้นตอนสำคัญคือ การส่องกล้องตรวจท่อปัสสาวะ (Cystourethroscopy) เพื่อดูสภาพเนื้อเยื่อด้านใน หากพบความผิดปกติหรือก้อนเนื้อ หมอจะทำการตัดชิ้นเนื้อเล็กๆ ส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันว่าเป็นเซลล์มะเร็งชนิดใด รวมถึงอาจต้องทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อดูว่าโรคกระจายไปไกลแค่ไหนแล้ว
วิธีรักษาตามระยะความรุนแรงของโรค
การรักษามะเร็งท่อปัสสาวะจะขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ขนาด และระยะการลุกลามเป็นหลัก ซึ่งทีมแพทย์จะวางแผนร่วมกันเพื่อให้เกิดผลดีกับตัวคนไข้มากที่สุด
- การผ่าตัด: ถังก้อนมะเร็งยังก้อนเล็กและอยู่เฉพาะที่ แพทย์อาจใช้วิธีการผ่าตัดเฉพาะจุดหรือเลเซอร์เพื่อกำจัดเนื้อร้ายออก แต่ถ้าเป็นมาก อาจจำเป็นต้องผ่าตัดอวัยวะรอบข้างหรือท่อปัสสาวะบางส่วนออกร่วมด้วย
- รังสีรักษา: การใช้ฉายแสงเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง อาจใช้เดี่ยวๆ หรือใช้ร่วมกับการผ่าตัดเพื่อลดขนาดก้อนเนื้อก่อนผ่าตัด
- เคมีบำบัด: การให้ยาคีโมเพื่อจัดการกับเซลล์มะเร็งที่อาจหลุดรอดไปตามกระแสเลือด หรือใช้ในกรณีที่โรคระยะลุกลามไปมากแล้ว
การดูแลตัวเองและทางออกเมื่อต้องใช้ชีวิตหลังการรักษา
เรื่องนี้ค่อนข้างกระทบต่อจิตใจคนไข้พอสมควร เพราะเกี่ยวข้องกับระบบขับถ่ายโดยตรง หน้าที่ของหมอและคนรอบข้างจึงต้องช่วยกันประคับประคองจิตใจ พร้อมกับฝึกทักษะการดูแลตัวเอง เช่น การดูแลแผลผ่าตัด การเรียนรู้เรื่องการขับถ่ายใหม่ในกรณีที่ต้องปรับเปลี่ยนทางเดินปัสสาวะ สิ่งสำคัญที่สุดคือการมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้งเพื่อเฝ้าระวังการกลับมาเป็นซ้ำ และถ้าหากสังเกตพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น เริ่มมีเลือดปปนปัสสาวะอีกครั้ง ก็ควรรีบมาพบแพทย์ทันทีก่อนที่โรคจะลุกลามใหญ่โต