กำลังทำอาหารอยู่ในครัวเพลินๆ จู่ๆ น้ำมันก็กระเด็นใส่หลังมือ หรือบางครั้งเอื้อมมือไปหยิบแก้วกาแฟร้อนแล้วพลาดทำหกใส่ขา ความรู้สึกแสบร้อนวาบขึ้นมาทันทีจนทำอะไรไม่ถูก เหตุการณ์อุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เกิดขึ้นได้กับทุกคนในชีวิตประจำวัน สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การตื่นตระหนก แต่คือการรู้วิธีรับมืออย่างถูกต้องในนาทีแรก เพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและไม่ให้ผิวหนังเสียหายลึกไปกว่าเดิม
แผลระดับไหนที่เราดูแลเองได้ที่บ้าน และแบบไหนที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล?
ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า แผลจากความร้อนนั้นแบ่งออกเป็นหลายระดับ สำหรับ การจัดการแผลไฟไหม้และน้ำร้อนลวก ในระดับต้น หรือที่เราเรียกว่าระดับที่หนึ่ง (First-degree burn) ผิวหนังจะมีเพียงอาการแดง แสบร้อน และบวมเล็กน้อย เนื่องจากความร้อนทำลายแค่ผิวหนังชั้นนอกสุดเท่านั้น และจะไม่มีตุ่มน้ำพองเกิดขึ้น
ส่วนแผลระดับที่สองชนิดตื้น (Superficial Second-degree burn) อาจเริ่มมีตุ่มน้ำพองใสๆ ขึ้นมาบ้างและรู้สึกปวดแสบปวดร้อนค่อนข้างมาก แผลสองระดับนี้เป็นกลุ่มที่เราสามารถดูแลจัดการเบื้องต้นเองได้ที่บ้าน หากบริเวณที่โดนความร้อนไม่กว้างจนเกินไป และไม่ได้เกิดขึ้นในจุดบอบบาง เช่น ใบหน้า ดวงตา อวัยวะเพศ หรือบริเวณข้อพับต่างๆ
ปฐมพยาบาลทันทีหลังเกิดเหตุ: ขั้นตอนแรกที่ช่วยเซฟผิวหนัง
เมื่อเกิดเหตุโดนของร้อน สิ่งแรกที่ต้องทำคือหยุดความร้อนที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนังทันทีโดยเร็วที่สุด ด้วยขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้
- ใช้น้ำสะอาดไหลผ่านแผล: เปิดน้ำก๊อกอุณหภูมิห้องให้ไหลผ่านบริเวณแผลอย่างเบามือ เป็นเวลาประมาณ 10-20 นาที น้ำไหลผ่านจะช่วยระบายความร้อนที่สะสมอยู่ในชั้นผิวหนังออกไปได้อย่างดีเยี่ยม และช่วยลดอาการแสบร้อนได้ทันที
- ถอดเครื่องประดับออก: หากมีแหวน นาฬิกา หรือกำไลข้อมือในบริเวณใกล้เคียงกับแผล ให้รีบถอดออกทันที เพราะผิวหนังอาจจะเริ่มบวมขึ้นในเวลาต่อมา จนทำให้เครื่องประดับเหล่านั้นรัดแน่นและขัดขวางการไหลเวียนของเลือด
- ซับแผลให้แห้ง: ใช้ผ้าสะอาดหรือผ้าก๊อซซับน้ำรอบๆ แผลอย่างเบามือที่สุด ห้ามถูหรือขยี้เด็ดขาด
ใช้น้ำแข็งประคบ หรือทายาสีฟัน... ความเชื่อผิดๆ ที่ทำให้แผลยิ่งแย่
ในฐานะหมอ หมอมักจะเจอคนไข้หลายคนที่รีบเอาน้ำแข็งมาประคบแผลทันที หรือบางคนก็บีบยาสีฟัน ทาน้ำปลา หรือทาแป้งเย็นลงบนแผลตามความเชื่อเดิมๆ หมออยากขอเตือนด้วยความห่วงใยว่าห้ามทำสิ่งเหล่านี้เด็ดขาด ความเย็นจัดของน้ำแข็งจะทำให้เส้นเลือดหดตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อบริเวณนั้นลดลง แผลอาจเสียหายลึกกว่าเดิม ส่วนยาสีฟันหรือแป้งฝุ่นนอกจากจะไม่ช่วยระบายความร้อนแล้ว ยังกักเก็บความร้อนไว้ใต้ผิวหนัง และเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียอย่างรุนแรงอีกด้วย
วิธีดูแลแผลหลังเกิดเหตุ เพื่อผิวฟื้นตัวเร็วและไม่ทิ้งรอยแผลเป็น
หลังจากปฐมพยาบาลระบายความร้อนเรียบร้อยแล้ว การดูแลแผลในวันต่อๆ มาก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อช่วยให้ผิวหนังสร้างตัวใหม่ได้ดีและลดการเกิดรอยดำหรือรอยแผลเป็น
- รักษาความชุ่มชื้นของผิว: ทาเจลว่านหางจระเข้บริสุทธิ์สูตรที่ไม่มีแอลกอฮอล์และน้ำหอม หรือใช้ขี้ผึ้งทาแผลไหม้โดยเฉพาะทาบางๆ เพื่อช่วยลดอาการแห้งตึง สมานผิว และลดอาการแสบคัน
- หลีกเลี่ยงสารเคมีรุนแรง: ในช่วง 2-3 วันแรก ไม่ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่รุนแรง เช่น แอลกอฮอล์ล้างแผล หรือเบตาดีนราดลงบนแผลโดยตรง เพราะสารเหล่านี้จะไปทำลายเซลล์ผิวใหม่ที่กำลังพยายามสร้างขึ้นมาทดแทน
- ปิดแผลป้องกันสิ่งสกปรก: ใช้ผ้าก๊อซสะอาดปิดแผลไว้หลวมๆ เพื่อป้องกันฝุ่นละออง สิ่งสกปรก และลดแรงเสียดสีจากเสื้อผ้า
ถ้าแผลพองเป็นตุ่มน้ำใส ควรเจาะออกหรือไม่?
นี่คือคำถามยอดฮิตที่คนไข้ถามหมอบ่อยที่สุด คำตอบคือ ห้ามเจาะตุ่มน้ำนั้นให้แตกเด็ดขาด ตุ่มน้ำใสๆ นี้เปรียบเสมือนพลาสเตอร์ยาตามธรรมชาติที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องผิวหนังอ่อนๆ ด้านล่างไม่ให้สัมผัสกับเชื้อโรคภายนอก หากเราไปเจาะออก จะเป็นการเปิดแผลให้เชื้อแบคทีเรียเข้าไปได้ง่ายขึ้น ทำให้แผลอักเสบ ติดเชื้อ และกลายเป็นแผลเป็นในที่สุด ปล่อยให้ตุ่มน้ำนั้นค่อยๆ ยุบและลอกหลุดไปเองตามธรรมชาติจะปลอดภัยที่สุด
สัญญาณเตือนภัยที่บอกว่า แผลเริ่มแย่ลงและต้องไปพบแพทย์ทันที
แม้ว่าจะเป็นแผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกในระดับต้น แต่หากดูแลรักษาไม่ถูกวิธีหรือร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ แผลก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ หากสังเกตเห็นอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ตรวจรักษา
- อาการปวดแสบร้อนทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้จะกินยาแก้ปวดแล้วก็ไม่ทุเลา
- ผิวหนังรอบๆ แผลมีอาการบวมแดงขยายวงกว้างออกไป และรู้สึกร้อนเมื่อสัมผัส
- มีน้ำเหลืองปนหนองไหลซึมออกมาจากแผล หรือแผลเริ่มส่งกลิ่นเหม็น
- เริ่มมีไข้ต่ำๆ หรือหนาวสั่น ซึ่งเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในระบบร่างกาย
การจัดการแผลไฟไหม้และน้ำร้อนลวกอย่างถูกวิธีตั้งแต่สองสามนาทีแรก มีผลอย่างมากต่อระยะเวลาการหายของผิวพรรณ การมีสติและปฐมพยาบาลด้วยขั้นตอนที่ถูกต้อง จะช่วยให้ผิวหนังกลับมาแข็งแรง เนียนเรียบ และลดโอกาสการเกิดแผลเป็นกวนใจได้อย่างดีที่สุด