คุณเคยไหม เวลาอุ้มลูก หยิบของ หรือแม้แต่บิดผ้า แล้วรู้สึกปวดแปลบๆ ตรงข้อมือแถวโคนนิ้วโป้ง? บางทีอาจจะมีอาการบวมๆ ตึงๆ ขยับนิ้วโป้งก็เจ็บ ยิ่งยกของยิ่งปวด อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ปวดเมื่อยธรรมดา แต่เป็นสัญญาณของ 'โรคเอ็นอักเสบปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบเดอกาแวง' หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า 'โรคเดอกาแวง' นั่นเอง โรคนี้พบบ่อยในคุณแม่หลังคลอด คนที่ต้องใช้มือและข้อมือทำงานซ้ำๆ บ่อยๆ วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับโรคนี้ให้ลึกซึ้งขึ้น เข้าใจว่าทำไมถึงเป็น แล้วจะดูแลตัวเองอย่างไรได้บ้าง
โรคเดอกาแวง คืออะไรกันแน่?
ลองนึกภาพเอ็นที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของนิ้วโป้งของเราดูนะ เอ็นเหล่านี้จะทอดยาวผ่านช่องเล็กๆ ที่ข้อมือ ซึ่งช่องนี้จะมีลักษณะเหมือนปลอกหุ้มเพื่อปกป้องเอ็น
โรคเดอกาแวง (De Quervain's Tenosynovitis) ก็คือภาวะที่เอ็น 2 เส้นที่ทำหน้าที่กางและกระดกนิ้วโป้งขึ้น (ชื่อทางการคือ Abductor Pollicis Longus และ Extensor Pollicis Brevis) เกิดการอักเสบและบวมขึ้นภายในปลอกหุ้มเอ็นที่ข้อมือ ทำให้พื้นที่ในปลอกหุ้มแคบลง เวลาที่เราขยับนิ้วโป้ง เอ็นที่บวมก็จะเสียดสีกับปลอกหุ้ม เกิดอาการปวด เจ็บ บวม และอาจมีเสียงกรอบแกรบได้
อะไรทำให้เกิดอาการปวดข้อมือแบบนี้?
สาเหตุหลักๆ ของโรคเดอกาแวงมักมาจากการใช้งานข้อมือและนิ้วโป้งซ้ำๆ บ่อยๆ ทำให้เกิดการเสียดสีและการอักเสบสะสม เช่น:
- คุณแม่มือใหม่: การอุ้มลูกน้อย การให้นม การเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือการยกของหนักๆ โดยใช้ข้อมือและนิ้วโป้งเป็นหลัก
- อาชีพที่ต้องใช้มือเยอะ: เช่น ช่างตัดผม พนักงานออฟฟิศที่ต้องพิมพ์คอมพิวเตอร์ หรือใช้เมาส์เป็นเวลานานๆ, นักดนตรี, ผู้ที่ทำงานหัตถกรรม
- งานอดิเรกบางอย่าง: เช่น การเล่นกอล์ฟ, ตกปลา, หรือการทำสวน
- การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน: พบได้บ่อยในผู้หญิงตั้งครรภ์ หรือหลังคลอด เพราะฮอร์โมนบางชนิดทำให้เอ็นและเนื้อเยื่อรอบๆ อ่อนแอลง
- การบาดเจ็บที่ข้อมือ: เช่น การถูกกระแทก หรือได้รับบาดเจ็บเรื้อรัง
อาการแบบไหนที่บอกว่าคุณอาจเป็นโรคเดอกาแวง?
สังเกตตัวเองดูว่ามีอาการเหล่านี้บ้างไหม:
- ปวดบริเวณโคนนิ้วโป้งและข้อมือฝั่งนิ้วโป้ง: อาการปวดมักจะเด่นชัดเมื่อมีการขยับนิ้วโป้ง หรือข้อมือ เช่น เวลาหยิบจับสิ่งของ กำมือ หรือบิดผ้า
- บวม: อาจเห็นข้อมือด้านนิ้วโป้งบวมเล็กน้อย
- เจ็บเมื่อสัมผัส: เมื่อกดหรือคลำบริเวณโคนนิ้วโป้งและข้อมือ อาจรู้สึกเจ็บ
- รู้สึกติดขัด หรือมีเสียงกรอบแกรบ: เวลาขยับนิ้วโป้ง อาจรู้สึกเหมือนมีอะไรสะดุด หรือได้ยินเสียงแปลกๆ
- การเคลื่อนไหวจำกัด: อาจรู้สึกว่าการขยับนิ้วโป้ง หรือการกำมือทำได้ไม่เต็มที่เหมือนเดิม
หมอจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นโรคเดอกาแวง?
คุณหมอจะซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องเอกซเรย์เสมอไป
ท่าทางแบบไหนที่หมอจะให้คุณลองทำ? (Finkelstein test)
การตรวจที่สำคัญคือ 'Finkelstein test' ซึ่งจะช่วยยืนยันการวินิจฉัย คุณหมอจะให้คุณ:
- กำมือ โดยให้เอานิ้วโป้งซ่อนอยู่ข้างในกำปั้น
- จากนั้นให้คว่ำมือลง และกระดกข้อมือไปทางนิ้วก้อย
ถ้าคุณรู้สึกปวดแปลบๆ อย่างมากบริเวณโคนนิ้วโป้งและข้อมือฝั่งนิ้วโป้ง ก็มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นโรคเดอกาแวง
ปวดแบบนี้...รักษาได้อย่างไรบ้าง?
เป้าหมายหลักของการรักษาคือลดการอักเสบ บรรเทาอาการปวด และฟื้นฟูการใช้งานของข้อมือและนิ้วโป้งให้กลับมาเป็นปกติ
ดูแลตัวเองเบื้องต้นแบบไม่ต้องผ่าตัด
- พักการใช้งาน: นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด พยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดอาการปวด
- ประคบเย็น: ในช่วงที่มีอาการปวดและบวมมาก ให้ประคบเย็น 15-20 นาที หลายๆ ครั้งต่อวัน เพื่อลดการอักเสบ
- ใส่เฝือก หรืออุปกรณ์พยุง: อุปกรณ์พยุงข้อมือที่ล็อกเฉพาะส่วนนิ้วโป้ง (Thumb Spica Splint) จะช่วยจำกัดการเคลื่อนไหว ลดการเสียดสี และช่วยให้เอ็นได้พัก
- กินยาแก้ปวดลดอักเสบ: ยาในกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน หรือนาพรอกเซน จะช่วยลดอาการปวดและอักเสบได้ ควรปรึกษาเภสัชกร หรือคุณหมอเพื่อความปลอดภัยในการใช้ยา
- กายภาพบำบัด: การทำกายภาพบำบัดจะช่วยยืดเส้นเอ็น และเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อมือและนิ้วโป้ง
เมื่อไหร่ที่ต้องพึ่งยาฉีดลดอักเสบ?
ถ้าดูแลตัวเองเบื้องต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น คุณหมออาจพิจารณาฉีดยาสเตียรอยด์ (Corticosteroid Injection) เข้าไปในปลอกหุ้มเอ็นบริเวณข้อมือโดยตรง เพื่อลดการอักเสบและบวมเฉพาะที่ ซึ่งมักจะได้ผลดี และบรรเทาอาการได้รวดเร็ว
ทางเลือกสุดท้าย: การผ่าตัด
ในกรณีที่ลองรักษาด้วยวิธีต่างๆ แล้วไม่ได้ผล หรืออาการปวดรุนแรงจนกระทบต่อชีวิตประจำวัน คุณหมออาจแนะนำการผ่าตัด
การผ่าตัดจะทำโดยการกรีดเปิดปลอกหุ้มเอ็นที่ข้อมือให้กว้างขึ้น เพื่อลดการกดทับและการเสียดสีของเอ็น การผ่าตัดนี้มักจะได้ผลดีในการบรรเทาอาการปวด และฟื้นฟูการใช้งาน
ดูแลตัวเองไม่ให้ปวดซ้ำ หรือป้องกันตั้งแต่ต้น
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการ หรือไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
- ปรับท่าทางการใช้งาน: เวลาอุ้มลูก หรือหยิบจับสิ่งของ พยายามใช้ข้อมือและนิ้วโป้งให้น้อยที่สุด ลองเปลี่ยนมาใช้ฝ่ามือ หรือแขนช่วยยกแทน
- พักการใช้งานเป็นระยะ: หากต้องทำงานที่ใช้มือซ้ำๆ ควรพักเป็นช่วงๆ ยืดเหยียดมือและข้อมือเบาๆ
- จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม: เช่น การใช้เมาส์แบบที่รองรับข้อมือ หรือการปรับความสูงของโต๊ะทำงานให้เหมาะสม
- ออกกำลังกายยืดเหยียด: ทำท่าบริหารมือและข้อมือเบาๆ เป็นประจำ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น
เมื่อไหร่ที่เราควรปรึกษาคุณหมอ?
หากคุณมีอาการปวดข้อมือและโคนนิ้วโป้งต่อเนื่องหลายวัน อาการปวดรบกวนการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือดูแลตัวเองเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น ควรรีบมาพบคุณหมอเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง คุณหมอจะช่วยประเมินอาการและแนะนำแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ