ลองสังเกตตัวเองดูว่า พักหลังๆ มานี้ เวลาที่ต้องบิดผ้า ยกกระทะ เปิดฝาขวด อุ้มลูกน้อย หรือแม้แต่ตอนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพิมพ์ข้อความ แล้วรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาที่ข้อมือฝั่งโคนนิ้วโป้งบ้างไหม อาการเจ็บนี้บางครั้งอาจลามไปถึงแขนจนทำให้แทบไม่มีแรงยกของ หากกำลังเจอกับปัญหานี้อยู่ มีโอกาสสูงมากที่จะกำลังเผชิญหน้ากับโรคยอดฮิตของคนยุคนี้ นั่นคือ โรคเอ็นอักเสบปลอกหุ้มเอ็นข้อมือเดอกาแวง (De Quervain's Tenosynovitis)
ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้ที่มีอาการปวดข้อมืออยู่เป็นประจำ หมอมักจะเจอคนไข้เดินเข้ามาด้วยความกังวลว่ากระดูกหักหรือข้อเสื่อมหรือไม่ แต่เมื่อได้ตรวจอย่างละเอียดแล้ว ส่วนใหญ่จะพบว่าเป็นเพียงปลอกหุ้มเส้นเอ็นบริเวณข้อมืออักเสบเท่านั้น วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังอย่างละเอียดว่าโรคนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และเราจะดูแลรักษาข้อมือคู่สำคัญให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติได้อย่างไรบ้าง
โรคเอ็นอักเสบปลอกหุ้มเอ็นข้อมือเดอกาแวง คืออะไร ทำไมถึงปวดได้ขนาดนี้
เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น หมออยากชวนจินตนาการว่า เส้นเอ็นที่ควบคุมการขยับของนิ้วโป้งของเรานั้นเปรียบเสมือน "เส้นเชือก" ที่ต้องวิ่งผ่าน "ท่อ" หรือปลอกหุ้มเส้นเอ็นตรงบริเวณข้อมือฝั่งนิ้วโป้ง ในเวลาปกติ เชือกเส้นนี้จะเลื่อนผ่านท่อได้อย่างลื่นไหลไร้แรงเสียดทาน
แต่เมื่อใดก็ตามที่เราใช้งานนิ้วโป้งและข้อมือในท่าเดิมซ้ำๆ เป็นเวลานาน เส้นเชือกจะเริ่มเสียดสีกับผนังท่อบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ปลอกหุ้มเอ็นหรือท่อนั้นเกิดการหนาตัว บวม และอักเสบขึ้นมา ส่งผลให้ช่องว่างในท่อแคบลง คราวนี้เวลาที่เราขยับนิ้วโป้งหรือบิดข้อมือ เส้นเอ็นจะถูกบีบรัดและเสียดสีอย่างรุนแรง จนกลายเป็นความรู้สึกเจ็บแปลบที่ทำให้เราต้องสะดุ้งนั่นเอง
เช็กอาการกันหน่อย ปวดแบบไหนใช่โรคเอ็นอักเสบปลอกหุ้มเอ็นข้อมือเดอกาแวง
อาการของ โรคเอ็นอักเสบปลอกหุ้มเอ็นข้อมือ มักจะค่อยๆ แสดงตัวออกมา ไม่ได้เจ็บรุนแรงในทันที ยกเว้นในรายที่มีการใช้งานข้อมืออย่างหนักหน่วงจริงๆ โดยอาการเด่นๆ ที่หมออยากให้ลองสังเกตมีดังนี้
- เจ็บโคนนิ้วโป้ง: มีอาการปวดตึงหรือเจ็บแปลบตรงบริเวณโคนนิ้วโป้งและข้อมือฝั่งเดียวกัน โดยเฉพาะเวลาที่ต้องเกร็งนิ้วโป้ง บีบ จับ หรือบิดข้อมือ
- บวมและกดเจ็บ: หากลองสังเกตเปรียบเทียบกับข้อมืออีกข้าง อาจเห็นว่าข้อมือฝั่งนิ้วโป้งมีอาการบวมขึ้นมาเล็กน้อย และเมื่อลองใช้นิ้วกดลงไปตรงจุดนั้นจะรู้สึกเจ็บสะดุ้ง
- ขยับยากเหมือนมีเสียงกึก: เวลาขยับนิ้วโป้งจะรู้สึกว่ามันไม่ลื่นไหล มีอาการฝืด หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรสะดุดอยู่ข้างใน
วิธีตรวจเช็กข้อมือตัวเองง่ายๆ ด้วยท่า Finkelstein Test
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าอาการปวดที่เป็นอยู่ใช่โรคนี้ไหม หมอมีวิธีทดสอบทางกายภาพง่ายๆ ที่หมอใช้ตรวจคนไข้ในคลินิกบ่อยๆ มาให้ลองทำตามกันดู
เริ่มจากแบบมือออก จากนั้นพับนิ้วโป้งลงมาแตะที่กลางฝ่ามือ แล้วกำนิ้วมืออีก 4 นิ้วที่เหลือทับนิ้วโป้งเอาไว้ให้มิด สุดท้ายให้ค่อยๆ หักข้อมือลงไปทางฝั่งนิ้วก้อยช้าๆ หากทำท่านี้แล้วรู้สึกเจ็บแปลบอย่างรุนแรงตรงบริเวณโคนนิ้วโป้งหรือข้อมือ นั่นเป็นสัญญาณเตือนที่ค่อนข้างชัดเจนว่าปลอกหุ้มเส้นเอ็นข้อมือของคุณกำลังอักเสบอยู่
ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคนี้? ไม่ใช่แค่มือใหม่หัดอุ้มลูกเท่านั้น
หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อเล่นของโรคนี้ว่า "โรคคุณแม่มือใหม่" (Mommy's Wrist) เนื่องจากคุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกต้องคอยอุ้ม ประคอง และให้นมลูกน้อยในท่าเดิมซ้ำๆ เป็นเวลานาน ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนหลังคลอดที่ทำให้เส้นเอ็นต่างๆ หย่อนและอักเสบได้ง่ายขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกคนที่ใช้งานมือและข้อมือหนักก็มีสิทธิ์เป็นได้เท่าๆ กัน
- หนุ่มสาวออฟฟิศและสายเกมเมอร์: กลุ่มคนที่ต้องพิมพ์งาน ใช้เมาส์ หรือกดจอยเกมเป็นเวลานานหลายชั่วโมงต่อวัน
- ผู้ที่ทำงานบ้านเป็นประจำ: การซักผ้าด้วยมือ บิดผ้าหนาๆ กวาดบ้าน ถูบ้าน หรือแม้แต่การสับหมู ยกกระทะหนักๆ ก็เป็นตัวกระตุ้นชั้นดี
- ช่างฝีมือและนักดนตรี: ช่างทำผมที่ต้องใช้กรรไกร ช่างซ่อมรถ ช่างทาสี หรือนักดนตรีที่ต้องเกร็งข้อมือเล่นเครื่องดนตรี
วิธีรักษาจากเบาไปหาหนัก เพื่อให้ข้อมือกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม
เมื่อรู้ตัวว่าเป็น โรคเอ็นอักเสบปลอกหุ้มเอ็นข้อมือเดอกาแวง แล้ว สิ่งแรกที่หมออยากบอกคือ "อย่าเพิ่งตกใจ" เพราะโรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ โดยแพทย์จะพิจารณาการรักษาตามความรุนแรงของอาการ ดังนี้
วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นเมื่อเริ่มมีอาการปวด
หากเพิ่งเริ่มมีอาการปวดตึงไม่กี่วัน และยังไม่ได้เจ็บรุนแรงจนทนไม่ไหว การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้อาการดีขึ้นได้รวดเร็วมาก
- หยุดพักการใช้งานข้อมือ: นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด พยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องเกร็งนิ้วโป้งหรือบิดข้อมือชั่วคราว
- ประคบเย็นลดบวม: ในระยะ 48 ชั่วโมงแรกที่มีอาการอักเสบเฉียบพลัน ให้ใช้เจลเย็นหรือน้ำแข็งห่อผ้าขนหนูประคบบริเวณที่ปวดวันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 15-20 นาที เพื่อช่วยลดอาการบวมและอักเสบ
- ใส่เฝือกอ่อนพยุงข้อมือ: การใช้ที่รัดข้อมือชนิดที่มีแกนเหล็กดัดเพื่อช่วยล็อกนิ้วโป้งให้อยู่กับที่ จะช่วยลดการขยับและการเสียดสีของเส้นเอ็น ทำให้เนื้อเยื่ออักเสบฟื้นตัวได้ไวขึ้น
การรักษาทางการแพทย์เมื่ออาการไม่ดีขึ้น
หากปรับพฤติกรรมและดูแลตัวเองเบื้องต้นแล้วอาการยังไม่ทุเลา แพทย์จะมีทางเลือกในการรักษาเพิ่มเติมเพื่อให้คนไข้พ้นจากความทรมาน
- การใช้ยาลดการอักเสบ: แพทย์อาจจ่ายยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ทั้งแบบกินและแบบทาภายนอก เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดบวม
- การทำกายภาพบำบัด: การใช้เครื่องอัลตราซาวนด์รักษา หรือเครื่องเลเซอร์เพื่อลดการอักเสบในชั้นลึก รวมถึงการฝึกยืดเหยียดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอย่างถูกวิธี
- การฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะจุด: ในกรณีที่เจ็บรุนแรงจนกระทบชีวิตประจำวัน การฉีดยาลดการอักเสบกลุ่มสเตียรอยด์เข้าไปในปลอกหุ้มเส้นเอ็นโดยตรง จะช่วยลดการอักเสบได้อย่างรวดเร็วและเห็นผลชัดเจน
- การผ่าตัดเปิดปลอกหุ้มเอ็น: เป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับคนไข้ที่เป็นเรื้อรังและรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล แพทย์จะทำการผ่าตัดเล็กเพื่อเปิดปลอกหุ้มเอ็นที่บีบรัดอยู่ออก ช่วยให้เส้นเอ็นกลับมาขยับได้สะดวกเหมือนเดิม
ปรับพฤติกรรมอย่างไร ไม่ให้โรคเอ็นอักเสบปลอกหุ้มเอ็นข้อมือกลับมาเป็นซ้ำ
แม้ว่าจะรักษาจนหายดีแล้ว แต่ตราบใดที่เรายังต้องใช้งานมือและข้อมืออยู่ โอกาสที่โรคนี้จะย้อนกลับมาทักทายอีกครั้งก็ยังมีเสมอ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
หากต้องทำงานที่ใช้ข้อมือต่อเนื่อง ให้พยายามหยุดพักทุกๆ 45-60 นาที เพื่อบริหารยืดเหยียดข้อมือและนิ้วโป้ง สำหรับคุณแม่มือใหม่ เวลาอุ้มลูกพยายามใช้ท่อนแขนช่วยรับน้ำหนักแทนการใช้ข้อมือช้อนตัวลูก และสุดท้าย สำหรับสายแชท ลองเปลี่ยนมาใช้ฟังก์ชันพิมพ์ด้วยเสียงแทนการใช้นิ้วโป้งรัวแป้นพิมพ์โทรศัพท์บ่อยๆ วิธีเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จะช่วยลดภาระงานของเส้นเอ็นข้อมือได้อย่างมหาศาล
ร่างกายของเราส่งสัญญาณเตือนผ่านความเจ็บปวดเสมอ หากเริ่มรู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อมือ อย่าละเลยหรือฝืนใช้งานต่อเลย ให้เวลาร่างกายได้พักผ่อนและดูแลอย่างถูกวิธี เพื่อให้มือคู่สำคัญนี้อยู่ช่วยงานและสร้างความสุขให้เราไปได้อีกนานแสนนาน