หลายครั้งที่เรามักจะพบบ1าว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่องงานหรือเรื่องเงินตรงหน้า แต่มันอยู่ที่ความรู้สึกหงุดหงิด วิตกกังวล หรือความโกรธที่คุกรุ่นอยู่ในใจจนเราทำงานต่อแทบไม่ไหว หลายคนอาจเคยโทษตัวเองว่าทำไมถึงคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ทั้งที่พยายามบอกให้ใจเย็นแล้ว แต่ความรู้สึกข้างในมันกลับปะทุออกมาเสียก่อน
ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้มานาน นอกเหนือจากอาการทางกายอย่างปวดหัวหรือนอนไม่หลับแล้ว ต้นเหตุลึกๆ มักหนีไม่พ้นเรื่องความเครียดและการจัดการอารมณ์นี่เอง วันนี้เราลองมาคุยกันสบายๆ ถึงเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ ว่าเราจะฝึกฝนมันได้อย่างไรบ้างในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เราเข้าใจตัวเองและรับมือกับแรงกดดันรอบตัวได้ดีขึ้น
EQ คืออะไร ทำไมหมอถึงมักแนะนำให้ฝึกฝนอยู่เสมอ
ถ้าพูดถึงความฉลาด เรามักจะนึกถึง IQ หรือความฉลาดทางปัญญาที่วัดกันด้วยเกรดหรือการแก้โจทย์ยากๆ แต่ในชีวิตจริง คนที่เรียนเก่งที่สุดอาจจะไม่ใช่คนที่อยู่อย่างมีความสุขที่สุดเสมอไป ในทางจิตวิทยาและแพทย์แผนปัจจุบัน เราให้ความสำคัญกับ EQ หรือความฉลาดทางอารมณ์ไม่แพ้กัน
EQ ไม่ใช่การเป็นคนใจดีตลอดเวลา ไม่ใช่การเก็บกดความโกรธไว้ข้างในแล้วยิ้มสู้ แต่ EQ คือความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ แยกแยะ และจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ พร้อมๆ กับการเข้าใจความรู้สึกของคนรอบข้าง เมื่อเรามีสิ่งนี้ สมองส่วนอารมณ์จะไม่ทำงานนำหน้าสมองส่วนเหตุผลจนเกินไป ทำให้เราตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ดีขึ้นในยามคับขัน
รู้ทันความรู้สึกตัวเอง จุดเริ่มต้นของการจัดการอารมณ์
ก้าวแรกที่สำคัญที่สุดคือการหยุดเพื่อสำรวจตัวเองให้ทันเวลาก่อนที่อารมณ์จะระเบิด หลายคนปล่อยให้ความโกรธหรือความเศร้าครอบงำโดยไม่รู้ตัวว่าตอนนี้ร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนอะไรบ้าง เช่น หัวใจเต้นเร็ว มือไม้เย็น หรือหายใจติดขัด
วิธีดึงสติกลับมาเมื่อรู้สึกว่าอารมณ์กำลังจะหลุด
- หยุดนิ่งสักสามวินาที: อย่าเพิ่งตอบโต้อะไรในทันทีที่ได้ยินเรื่องไม่สบอารมณ์ ให้สูดหายใจลึกๆ เข้าท้องแล้วค่อยๆ ผ่อนออก
- ตั้งชื่อความรู้สึกตัวเอง: บอกตัวเองเงียบๆ ว่าตอนนี้เรากำลังรู้สึกโกรธ เสียใจ หรือน้อยใจ การระบุชื่อความรู้สึกช่วยลดความรุนแรงของอารมณ์ลงได้ครึ่งหนึ่งแล้ว
- ถอยออกมาจากสถานการณ์: ถ้าตรงนั้นมันร้อนเกินไป ให้ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ หรือเดินไปดื่มน้ำสักแก้วเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
เปลี่ยนวิธีคิดและมุมมอง เมื่อเจอเรื่องที่ทำให้หงุดหงิด
บางครั้งปัญหาเดิมๆ แต่ถ้าเราเปลี่ยนวิธีคิด ความรู้สึกของเราที่มีต่อเรื่องนั้นก็จะเปลี่ยนไปทันที ในทางการแพทย์เราเรียกว่าการปรับมุมมองทางความคิด ซึ่งช่วยลดความเครียดสะสมในสมองได้อย่างดีเยี่ยม
เวลาเจอเรื่องแย่ๆ ลองถามตัวเองว่า เรื่องนี้มันแย่ขนาดนั้นจริงไหม หรือเรากำลังตีโพยตีพายไปเอง การมองเห็นทางเลือกอื่นและการยอมรับความจริงในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เช่น นิสัยของคนอื่น หรือสภาพการจราจร จะช่วยให้เราประหยัดพลังงานชีวิตไปได้มาก แทนที่จะเอาความหงุดหงิดไปเผาผลาญตัวเอง
ฝึกมองมุมคนอื่น เพื่อลดความขัดแย้งในความสัมพันธ์
ความฉลาดทางอารมณ์ไม่ได้มีไว้ใช้กับตัวเองเท่านั้น แต่ยังเป็นกาวใจในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การที่เราหงุดหงิดเวลาคุยกับเพื่อนร่วมงานหรือคนในครอบครัว ส่วนหนึ่งเพราะเราเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางและคาดหวังให้คนอื่นคิดหรือทำเหมือนเรา
ลองฝึกเอาใจเขามาใส่ใจเรา พยายามฟังให้มากกว่าพูด โดยฟังแบบตั้งใจจริงๆ ไม่ใช่แค่รอจังหวะเถียง การที่เราเข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำพฤติกรรมแบบนั้น จะช่วยลดความโกรธและความคาดหวังลงได้ ทำให้เราตอบสนองด้วยความเห็นอกเห็นใจแทนที่จะใช้อารมณ์ใส่กัน
สร้างวินัยให้ใจแข็งแรง ด้วยการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ
เชื่อไหมว่าร่างกายที่อ่อนล้าจะส่งผลโดยตรงต่อความฉลาดทางอารมณ์ คนที่อดนอน หิวข้าว หรือทำงานหนักติดต่อกันนานๆ มักจะมีสติหลุดหรือหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ เพราะสมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมตัวเองทำงานได้ไม่เต็มที่
การดูแลสุขภาพพื้นฐาน เช่น นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ และหาเวลาออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ชอบ จึงเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของคนที่มี EQ ดี เมื่อร่างกายเราพร้อม สมองเราก็จะพร้อมรับมือกับปัญหาหนักๆ ได้ดีขึ้นโดยอัตโนมัติ