ลูกหลานหลายคนอาจสงสัย ทำไมคนไข้ติดเตียงถึงมีเสมหะสะสมเยอะจนน่ากังวล?
เวลาที่ต้องดูแลคนในครอบครัวที่นอนพักรักษาตัวอยู่บนเตียงนานๆ หรือคนที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย สิ่งหนึ่งที่มักสร้างความกังวลใจให้กับคนดูแลเสมอคือเรื่องของเสมหะครับ เสมหะที่คั่งค้างอยู่ในหลอดลมไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ป่วยหายใจลำบากและอึดอัดเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคชั้นดีที่อาจนำไปสู่ภาวะปอดอักเสบติดเชื้อตามมาได้ง่ายมากๆ
ในฐานะแพทย์ ผมมักจะแนะนำญาติเสมอว่า การรอให้ผู้ป่วยไอออกมาเองบางครั้งอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในคนที่กำลังกล้ามเนื้ออ่อนแรง ดังนั้น เราจึงต้องมีตัวช่วยทางการแพทย์ที่ทำร่วมกันแล้วได้ผลดีเยี่ยม นั่นคือการทำกายภาพบำบัดทรวงอก ซึ่งประกอบไปด้วยการจัดท่า การเคาะปอด และการดูดเสมหะครับ
กลไกธรรมชาติของปอดและการทำงานร่วมกันของสามขั้นตอนหลัก
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองนึกภาพตามนะครับว่าหลอดลมในปอดของเรามีลักษณะเหมือนกิ่งไม้คว่ำ ที่มีน้ำเมือกหรือเสมหะเหนียวเกาะอยู่ตามผนัง หากปล่อยไว้เฉยๆ แรงโน้มถ่วงและแรงลมจากการหายใจธรรมดาอาจไม่แรงพอที่จะดันเสมหะพวกนี้ขึ้นมาได้
เราจึงต้องอาศัยหลักการทางกายภาพเข้ามาช่วย โดยเริ่มจากการจัดท่าเพื่อให้แรงโน้มถ่วงช่วยดึงเสมหะจากหลอดลมส่วนปลายให้ไหลย้อนขึ้นมาสู่หลอดลมใหญ่ จากนั้นจึงใช้เทคนิคการเคาะปอดเพื่อสร้างคลื่นสั่นสะเทือนส่งผ่านผนังทรวงอกไปทำให้เสมหะที่เหนียวหนึบหลุดร่อนออกจากผนังหลอดลม และจบด้วยการดูดเสมหะออกเมื่อมันเดินทางขึ้นมาถึงบริเวณที่เราสามารถกำจัดได้แล้วครับ
เทคนิคการจัดท่าระบายเสมหะ: ทำอย่างไรให้แรงโน้มถ่วงช่วยเราทำงาน?
การจัดท่าทางหรือที่เรียกว่า Postural Drainage ไม่ใช่การนอนท่าไหนก็ได้ตามใจชอบนะครับ แต่เราต้องอาศัยตำแหน่งของกลีบปอดแต่ละส่วนเป็นตัวกำหนด โดยจะปรับเตียงหรือใช้หมอนหนุนให้สะโพกและลำตัวของผู้ป่วยอยู่ในมุมที่เหมาะสม เพื่อให้ส่วนของปอดที่มีปัญหาอยู่สูงกว่าท่อทางเดินหายใจหลัก
ข้อควรระวังสำคัญที่ผมเน้นย้ำเสมอ: ห้ามจัดท่าให้ผู้ป่วยนอนราบสนิทหรือหัวต่ำทันทีหลังมื้ออาหารเด็ดขาด เพราะจะเสี่ยงต่อการสำลักอาหารและกรดไหลย้อนขึ้นมาเข้าปอด ซึ่งอันตรายมาก ควรเว้นระยะเวลาหลังทานอาหารอย่างน้อยหนึ่งถึงสองชั่วโมงค่อยเริ่มทำครับ
ศิลปะและแรงมือที่พอดี: วิธีเคาะปอดไม่ให้เจ็บแต่ได้ผล
หลายคนกลัวว่าการเคาะปอดจะทำให้ผู้ป่วยเจ็บหรือซี่โครงหัก ความจริงแล้วถ้าทำถูกวิธี แรงกระแทกจะไม่รุนแรงและไม่อันตรายเลยครับ หลักการคือการทำมือให้โค้งงอเหมือนอุ้งมือแมว ลักษณะเหมือนเวลาเราตักน้ำ ไม่ใช้ฝ่ามือแบนๆ ตบลงไปตรงๆ เพราะจะทำให้เกิดเสียงดังและเจ็บ
เวลาเคาะเราจะใช้ข้อมือเป็นจุดหมุน สะบัดข้อมือเบาๆ และสม่ำเสมอลงบนบริเวณผนังทรวงอกตรงกับตำแหน่งของกลีบปอดที่ต้องการระบาย หลีกเลี่ยงบริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกไหปลาร้า และบริเวณไตโดยเด็ดขาด การเคาะที่ดีควรมีเสียงก้องๆ ทึบๆ เล็กน้อย และทำต่อเนื่องประมาณสามถึงห้านาทีต่อหนึ่งตำแหน่งครับ
ขั้นตอนการดูดเสมหะอย่างปลอดภัย: จังหวะเวลาและความสะอาดคือหัวใจ
เมื่อเราจัดท่าและเคาะปอดจนเสมหะเคลื่อนตัวขึ้นมาแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการดูดเสมหะออกครับ ขั้นตอนนี้ต้องทำด้วยความนุ่มนวลและรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เยื่อบุหลอดลมได้รับความเสียหายและลดการขาดออกซิเจนของผู้ป่วย
- ความสะอาดต้องมาก่อน: ล้างมือให้สะอาดและสวมถุงมือปราศจากเชื้อทุกครั้งก่อนเริ่มทำ
- ความลึกที่พอดี: สอดสายดูดเสมหะเข้าไปด้วยความนุ่มนวลโดยยังไม่เปิดแรงดูด เมื่อถึงระยะที่เหมาะสมจึงใช้นิ้วปิดเปิดเพื่อดูดขณะดึงสายออก
- เวลาในการดูด: การดูดแต่ละครั้งไม่ควรเกินสิบถึงสิบห่าวินาที เพื่อให้ผู้ป่วยยังมีอากาศหายใจ
- การพักหายใจ: ให้เวลาผู้ป่วยได้พักและให้ออกซิเจนเสริมระหว่างรอบการดูดเสมอ ห้ามดูดติดต่อกันนานเกินไป
ช่วงเวลาไหนบ้างที่ควรทำ และช่วงเวลาไหนที่ควรหยุดพักทันที?
เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการทำความสะอาดทางเดินหายใจชุดนี้คือ ก่อนมื้ออาหาร หรือหลังอาหารอย่างน้อยสองชั่วโมง เพื่อป้องกันการอาเจียน และควรทำก่อนเวลานอนเพื่อให้ผู้ป่วยนอนหลับพักผ่อนได้อย่างสนิทตลอดคืนโดยไม่มีเสมหะมาขวางกั้นทางเดินหายใจ
อย่างไรก็ตาม หากในระหว่างทำ ผู้ป่วยมีอาการหน้าเขียวคล้ำ ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติ ไออย่างรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ หรือมีเลือดปนออกมากับเสมหะจำนวนมาก ให้หยุดทำทันที จัดท่าให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่สบาย ให้รับออกซิเจน และรีบปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลผู้ดูแลทันทีครับ