ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หลายคนที่หมอเจอในคลินิก มักเดินเข้ามาพร้อมกับอาการปวดหลัง เจ็บข้อต่อ หรือร่างกายอ่อนล้าสะสมจนทำงานไม่ไหว จุดเริ่มต้นมักมาจากความตั้งใจที่ดีมากในการดูแลตัวเอง หรืออยากเห็นผลลัพธ์ด่วนทันใจ ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนักหรือการสร้างกล้ามเนื้อ แต่ความตั้งใจนั้นกลับนำไปสู่การออกกำลังกายที่ผิดวิธีหรือหักโหมเกินไป โดยที่เจ้าตัวไม่ทันสังเกตว่าร่างกายเริ่มส่งสัญญาณประท้วงออกมาทีละนิดแล้ว

ยิ่งปวด ยิ่งเหนื่อย เท่ากับยิ่งได้ผลจริงหรือ? ความเข้าใจผิดเรื่องการออกกำลังกาย

หลายคนติดกับดักความเชื่อที่ว่า ความเจ็บปวดคือเครื่องหมายของความสำเร็จ หรือ No Pain, No Gain แต่ในทางเวชศาสตร์การกีฬา ความปวดตึงกล้ามเนื้อระดับปานหลังเล่นเสร็จเป็นเรื่องปกติ ทว่าความปวดที่รุนแรง เจ็บแหลม หรือปวดต่อเนื่องยาวนาน มักเป็นสัญญาณของเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ

การออกกำลังกายที่ผิดวิธีหรือหักโหมเกินไป มักเกิดจาก 3 สาเหตุหลัก คือ การจัดท่าทางไม่ถูกต้อง (Bad Form) การเพิ่มน้ำหนักหรือความหนักเร็วเกินไป (Too Much, Too Soon) และการขาดการพักผ่อนให้กล้ามเนื้อได้ฟื้นฟู สภาพกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นจึงเหมือนยางยืดที่ถูกดึงจนเกือบขาดอยู่ตลอดเวลา

สัญญาณเตือนจากร่างกาย เมื่อเราเริ่มออกกำลังกายหักโหมเกินไป

ลองสังเกตตัวเองดูว่า กำลังมีอาการเหล่านี้อยู่หรือไม่ เพราะนี่คือวิธีที่ร่างกายกำลังบอกว่า ให้หยุดพักได้แล้ว

1. อาการปวดกล้ามเนื้อที่ไม่ยอมหายไปสักที

ปกติแล้ว อาการปวดระบมหลังออกกำลังกาย (DOMS) จะเกิดขึ้นหลังเล่น 12-24 ชั่วโมง และค่อยๆ ดีขึ้นจนหายไปเองภายใน 48-72 ชั่วโมง แต่ถ้าผ่านไป 4-5 วันแล้วยังปวดระบมมาก ขยับตัวลำบาก หรือมีอาการเจ็บจี๊ดเฉพาะจุดขณะเคลื่อนไหว นั่นไม่ใช่เรื่องปกติ แต่เป็นสัญญาณของกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นฉีกขาด

2. นอนไม่หลับ หัวใจเต้นเร็ว สภาพจิตใจเริ่มดรอป

เมื่อเราออกกำลังกายหนักเกินขีดจำกัด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอล (Cortisol) ออกมามากผิดปกติ ส่งผลให้เกิดภาวะ Overtraining Syndrome คุณอาจพบว่าตัวเองนอนหลับยากขึ้น ตื่นกลางดึก หัวใจเต้นเร็วแม้ในขณะนั่งพัก หงุดหงิดง่าย และรู้สึกไม่อยากไปออกกำลังกายเหมือนเคย

3. ฟอร์มตก และยกน้ำหนักได้น้อยลง

หากซ้อมหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับรู้สึกว่าไม่มีแรง ยกน้ำหนักได้น้อยลง หรือวิ่งได้ช้าลงกว่าเดิม นั่นเป็นเพราะกล้ามเนื้อและระบบประสาทสั่งการซ่อมแซมตัวเองไม่ทัน การดื้อดึงซ้อมต่อในสภาพนี้มีแต่จะทำให้เสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรง

ภาวะกล้ามเนื้อสลาย (Rhabdomyolysis) อันตรายร้ายแรงจากการเค้นร่างกายเกินขีดจำกัด

หนึ่งในภาวะที่หมอเป็นห่วงมากที่สุดสำหรับคนที่ชอบออกกำลังกายหักโหมอย่างหนักในเวลาอันสั้น เช่น การเล่นคลาสปั่นจักรยานหนักๆ หรือการออกกำลังกายฮิต (HIIT) โดยที่ร่างกายยังไม่พร้อม คือ ภาวะกล้ามเนื้อสลาย

ภาวะนี้เกิดจากเซลล์กล้ามเนื้อลายเกิดการเสียหายรุนแรงจนแตกออก แล้วปลดปล่อยสารไมโอโกลบิน (Myoglobin) เข้าสู่กระแสเลือด สารนี้จะไปอุดตันที่ไต ทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้ สัญญาณสำคัญที่ต้องสังเกตคือ ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงร่วมกับปัสสาวะมีสีเข้มคล้ายน้ำชาหรือน้ำโค้ก

วิธีปรับการออกกำลังกาย ให้ปลอดภัยและเห็นผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

การมีสุขภาพที่ดีไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดรุนแรง เราสามารถปรับพฤติกรรมง่ายๆ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บได้ดังนี้

  • ยึดหลักค่อยเป็นค่อยไป (Progressive Overload): เพิ่มความหนักหรือน้ำหนักทีละน้อย ไม่ควรเพิ่มเกิน 10% ต่อสัปดาห์ เพื่อให้กล้ามเนื้อและข้อต่อมีเวลาปรับตัว
  • โฟกัสที่ท่าทางที่ถูกต้องก่อนน้ำหนัก: ควบคุมท่าเล่นให้ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ หากเริ่มหมดแรงจนท่าเบี้ยว ให้ลดน้ำหนักลงทันทีอย่าฝืน
  • ให้ความสำคัญกับวันพัก (Rest Day): กล้ามเนื้อไม่ได้เติบโตขณะเรายกเวท แต่เติบโตและซ่อมแซมตัวเองในขณะที่เราพักผ่อน ควรมีวันพักอย่างน้อย 1-2 วันต่อสัปดาห์
  • วอร์มอัพและคูลดาวน์ทุกครั้ง: สละเวลา 5-10 นาทีในการยืดเหยียดแบบเคลื่อนไหว (Dynamic Stretching) ก่อนเล่น และยืดเหยียดแบบค้างไว้ (Static Stretching) หลังเล่นเพื่อลดการตึงเกร็ง

อาการแบบไหนจากการออกกำลังกาย ที่ควรรีบมาพบหมอทันที?

หากมีอาการดังต่อไปนี้ อย่าพยายามนวดดัดหรือฝืนเล่นต่อ ควรเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด

  • มีอาการบวม แดง ร้อน หรือข้อต่อผิดรูปอย่างชัดเจน
  • ปวดแหลมจี๊ดขึ้นมาทันทีขณะออกกำลังกาย จนไม่สามารถลงน้ำหนักได้
  • มีอาการชา หรือรู้สึกเหมือนเข็มจิ้มลามไปที่แขนหรือขา
  • ปัสสาวะมีสีเข้มผิดปกติ ร่วมกับอาการปวดกล้ามเนื้อรุนแรงและปวดหัว คลื่นไส้

การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดีมากต่อร่างกาย แต่ต้องทำอย่างชาญฉลาดและฟังเสียงร่างกายตัวเองอยู่เสมอ จำไว้ว่า วินัยในการพักผ่อนและการเล่นด้วยท่าทางที่ถูกต้อง สำคัญไม่แพ้ความหนักในการฝึก เพื่อให้เราสามารถออกกำลังกายได้อย่างมีความสุขและแข็งแรงไปได้ยาวนาน

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down