หลายคนอาจเคยสังเกตเห็นคุณย่าคุณยายที่บ้านเดินลำบากขึ้น ขาสองข้างเริ่มโก่งแยกออกจากกันจนเห็นเป็นทรงตัวโอ หรือบางครอบครัวอาจกังวลใจเมื่อเห็นลูกวัยเตาะแตะเพิ่งเริ่มตั้งไข่แต่กลับมีขาโค้งงออย่างเห็นได้ชัด การเปลี่ยนแปลงของรูปร่างขาในแต่ละช่วงวัยนั้นมีทั้งแบบที่เป็นเรื่องธรรมชาติของพัฒนาการ และแบบที่เป็นสัญญาณเตือนของโรคกระดูกและข้อ
ภาวะขาโก่งผิดรูปตามอายุ เป็นความผิดปกติของแนวโครงสร้างขาที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงวัย ซึ่งเกิดได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่ท่าทางของทารกในครรภ์ พัฒนาการตามวัยของเด็ก ไปจนถึงการสึกหรอของข้อเข่าในผู้ใหญ่วัยเก๋า การเข้าใจกลไกเหล่านี้จะช่วยให้เรารู้ว่า เมื่อไหร่ควรสบายใจได้ และเมื่อไหร่ที่ต้องรีบพาคนที่เรารักไปพบหมอเพื่อรับการรักษาอย่างถูกวิธี
สังเกตขาโก่งในวัยเด็ก: แบบไหนพัฒนาการปกติ แบบไหนน่ากังวล?
ในเด็กเล็ก การที่ขาดูโก่งมักสร้างความกังวลให้พ่อแม่มือใหม่เสมอ แต่ในความเป็นจริง รูปร่างขาของเด็กจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามช่วงอายุ
ช่วงวัยเตาะแตะ (0-2 ขวบ): โค้งงอตามธรรมชาติที่ค่อยๆ ดีขึ้นเอง
ทารกแรกเกิดแทบทุกคนจะมีลักษณะขาโก่งเล็กน้อย ซึ่งเกิดจากการขดตัวอยู่ในครรภ์มารดาเป็นเวลานาน เมื่อเด็กเริ่มยืนและเดินในช่วงอายุ 1 ถึง 2 ขวบ ขาอาจดูโก่งชัดขึ้นเนื่องจากต้องรับน้ำหนักตัว เรียกว่าภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ (Physiologic Genu Varum) ซึ่งแนวขาสองข้างจะค่อยๆ ยืดตรงขึ้นได้เองเมื่ออายุประมาณ 2 ขวบขึ้นไป
สัญญาณเตือนในเด็ก: เมื่อไหร่ที่ขาโก่งไม่ใช่เรื่องปกติ
หากเด็กอายุเกิน 2 ขวบแล้ว ขายังคงโก่งอย่างเห็นได้ชัด ขาโก่งเพียงข้างเดียว หรือมีอาการเดินกระย่องกระแย่ง อาจเป็นสัญญาณของภาวะผิดปกติ เช่น โรคบูลอนต์ (Blount's Disease) ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของแผ่นการเจริญเติบโตของกระดูก หรือภาวะขาดวิตามินดีและแคลเซียมที่ส่งผลให้กระดูกอ่อนแอ หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบพาเด็กไปตรวจเช็กทันที
เมื่อวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุเริ่มขาโก่ง: ทำไมยิ่งแก่ เข่ายิ่งกางออก?
ต่างจากในเด็ก ภาวะขาโก่งผิดรูปตามอายุ ในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุเกือบทั้งหมดไม่ได้เกิดจากพัฒนาการ แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการเสื่อมสภาพของข้อเข่า
ข้อเข่าเสื่อมกับการสึกของกระดูกอ่อนด้านใน
ข้อเข่าของคนเราแบ่งออกเป็นฝั่งด้านในและฝั่งด้านนอก โดยธรรมชาติของการเดินและการรับน้ำหนัก ฝั่งด้านในของข้อเข่าจะเป็นจุดที่รับแรงกดทับมากกว่า เมื่ออายุมากขึ้น ผ่านการใช้งานมาหลายสิบปี กระดูกอ่อนผิวข้อบริเวณฝั่งด้านในจะเกิดการสึกหรอและบางลงเรื่อยๆ
เมื่อผิวกระดูกอ่อนด้านในสึกไป ช่องว่างในข้อเข่าฝั่งด้านในจะแคบลง ในขณะที่ฝั่งด้านนอกยังคงมีความหนาเท่าเดิม จึงทำให้แนวขาทรุดตัวเอียงเข้าหาด้านใน ขาท่อนล่างจึงโก่งออกด้านนอก เกิดเป็น ภาวะขาโก่งผิดรูปตามอายุ จากโรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis) ยิ่งปล่อยไว้โดยไม่รักษา แรงกดทับยิ่งลงที่ด้านในมากขึ้น ส่งผลให้กระดูกสึกเร็วขึ้นและขาโก่งมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นวงจรอุบาทว์
วิธีเช็กเบื้องต้นด้วยตัวเอง: ขาโก่งระดับไหนที่เริ่มส่งผลเสียต่อร่างกาย
เราสามารถประเมินความผิดปกติของแนวขาในผู้ใหญ่เบื้องต้นได้ง่ายๆ ด้วยการยืนตรงหน้ากระจก
- ยืนชิดเท้า: ยืนให้ตาตุ่มด้านในของเท้าทั้งสองข้างแตะชิดกัน
- สังเกตช่องว่างระหว่างเข่า: ดูว่าหัวเข่าด้านในทั้งสองข้างชิดกันหรือไม่
- วัดระยะห่าง: หากตาตุ่มชิดกันแล้ว แต่หัวเข่าอยู่ห่างกันเกิน 5 เซนติเมตร (ประมาณ 3 นิ้วทบ) ถือว่ามีภาวะขาโก่งที่ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
- สังเกตอาการร่วม: มีอาการปวดบริเวณข้อเข่าด้านใน รู้สึกเข่าหลวม เดินแล้วขัด หรือมีเสียงกอบแกบในข้อเข่าขณะงอหรือเหยียด
วิธีรักษาภาวะขาโก่งผิดรูปตามอายุ
การรักษาภาวะขาโก่งในผู้ใหญ่จะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ และระดับการเสื่อมของข้อเข่า โดยหมอจะแบ่งแนวทางการรักษาออกเป็น 2 ส่วนหลัก
การดูแลแบบไม่ต้องผ่าตัด: ปรับพฤติกรรม ทำกายภาพ และใส่อุปกรณ์พยุง
หากอาการยังอยู่ในระยะแรกเริ่ม ขาโก่งไม่มาก และปวดไม่รุนแรง สามารถดูแลชะลอการเสื่อมได้ดังนี้
- การควบคุมน้ำหนักตัว: น้ำหนักตัวที่ลดลง 1 กิโลกรัม ช่วยลดแรงกดทับที่ข้อเข่าขณะเดินได้ถึง 3-4 กิโลกรัม
- การบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า: โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหน้าขา (Quadriceps) เพื่อช่วยทำหน้าที่แทนข้อเข่าและช่วยพยุงแนวข้อให้มั่นคงขึ้น
- การใช้อุปกรณ์เสริม: การใส่แผ่นรองส้นเท้าด้านนอก (Lateral Wedge Insole) หรือการใส่กายอุปกรณ์พยุงเข่า (Unloader Knee Brace) ช่วยถ่ายเทน้ำหนักจากข้อเข่าด้านในไปฝั่งด้านนอก ลดอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การใช้ยาและการฉีดข้อเข่า: เพื่อลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวด เช่น ยาลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียม
ผ่าตัดจัดแนวกระดูกและการเปลี่ยนข้อเข่า: ทางเลือกเมื่อข้อเสื่อมรุนแรง
ในกรณีที่ขาโก่งมาก เดินลำบาก หรือปวดตลอดเวลาจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน การผ่าตัดจะเป็นทางเลือกที่ช่วยคืนคุณภาพชีวิตที่ดีได้
- การผ่าตัดตัดแต่งกระดูกเพื่อปรับแนวข้อ (High Tibial Osteotomy - HTO): เหมาะกับผู้ป่วยที่อายุยังไม่มาก (น้อยกว่า 60 ปี) และมีกระดูกอ่อนสึกเฉพาะฝั่งด้านใน โดยหมอจะตัดแต่งกระดูกท่อนล่างเพื่อจัดแนวขาให้กลับมาตรง ช่วยย้ายจุดรับน้ำหนักไปฝั่งด้านนอกที่ยังดีอยู่
- การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total Knee Arthroplasty - TKA): เหมาะกับผู้สูงอายุหรือผู้ที่ข้อเข่าเสื่อมรุนแรงทั้งข้อ โดยการนำผิวข้อที่เสื่อมออกและใส่ข้อเทียมทดแทน ซึ่งสามารถแก้ปัญหาขาโก่งและหายปวดได้อย่างชัดเจน
เทคนิคดูแลข้อเข่าให้แข็งแรง ชะลอการเกิดภาวะขาโก่งผิดรูป
การป้องกันและชะลอภาวะขาโก่งจากความเสื่อม สามารถทำได้ตั้งแต่วันนี้โดยการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต
- หลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำร้ายข้อเข่า: งดการนั่งงอเข่าเกิน 90 องศาเป็นเวลานาน เช่น นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ นั่งยองๆ หรือนั่งเก้าอี้ที่ต่ำเกินไป
- เลือกออกกำลังกายแบบลดแรงกระแทก: การว่ายน้ำ เดินในน้ำ หรือปั่นจักรยาน ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบเข่าโดยไม่ทำให้ข้อเข่ารับแรงกดทับมากเกินไป
- ฝึกท่าบริหารเหยียดขาตรง (Straight Leg Raise): นอนหงาย เกร็งกล้ามเนื้อหน้าขาแล้วยกขาขึ้นตรงๆ สูงจากพื้นประมาณ 30 เซนติเมตร ค้างไว้ 5-10 วินาที ทำวันละ 3 ชุด ชุดละ 10-15 ครั้ง ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ข้อเข่าได้อย่างดี
ภาวะขาโก่งผิดรูปตามอายุ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปล่อยไปตามวัยเสมอไป หากหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตนเองและคนในครอบครัว เมื่อพบสัญญาณเตือนของขาโก่งหรือเริ่มมีอาการปวดข้อเข่า การเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยชะลอความเสื่อม และช่วยให้สามารถกลับมาเดินเหินได้อย่างมั่นใจและปราศจากอาการปวดในทุกช่วงวัย