หลายครั้งที่หมอได้ยินคนไข้เดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยท่าทีอ่อนล้า พร้อมกับเล่าให้ฟังว่าช่วงนี้มีเรื่องให้ต้องคิดจนนอนไม่หลับ รู้สึกเครียดตลอดเวลา หรือบางคนก็ร้องไห้ง่ายขึ้นมาเสียเฉยๆ หลังจากเพิ่งเปลี่ยนงานใหม่ เพิ่งเลิกรากับคนรัก หรือต้องย้ายที่อยู่อาศัยกระทันหัน หลายคนกังวลว่าตัวเองกำลังเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า แต่หลังจากที่ได้พูดคุยและประเมินอาการอย่างละเอียดแล้ว หมอกลับพบว่าพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่เรียกว่า ภาวะความสามารถในการปรับตัวบกพร่อง ต่างหาก
เมื่อเจอเรื่องเครียดสะสมจนชีวิตเสียศูนย์: อาการแบบนี้ใช่ภาวะความสามารถในการปรับตัวบกพร่องหรือไม่?
ในทางการแพทย์เราเรียกภาวะนี้ว่า Adjustment Disorder ซึ่งเป็นปฏิกิริยาทางอารมณ์และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อเราต้องเผชิญกับเหตุการณ์ตึงเครียดหรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต โดยระดับความเครียดหรือความทุกข์ใจที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงเกินกว่าที่คนทั่วไปจะคาดคิด และเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน หรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้างอย่างเห็นได้ชัด
หมอมักอธิบายให้คนไข้ฟังง่ายๆ ว่า จิตใจของคนเราก็เหมือนกับโช้คอัพของรถยนต์ เวลาที่รถวิ่งผ่านทางขรุขระ โช้คอัพจะทำหน้าที่ซับแรงกระแทกเพื่อให้เราเดินทางต่อได้อย่างราบรื่น แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เจอหลุมใหญ่เกินไป หรือเจอทางขรุขระติดต่อกันยาวนานเกินไป โช้คอัพก็อาจจะทรุดหรือทำงานได้ไม่ดีชั่วคราว นั่นคือช่วงเวลาที่จิตใจเกิด ภาวะความสามารถในการปรับตัวบกพร ขึ้นมานั่นเอง
อะไรคือชนวนเหตุที่ทำให้จิตใจของเราปรับตัวตามไม่ทัน?
ตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดภาวะนี้ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นเรื่องคอขาดบาดตายเสมอไป บางครั้งเรื่องที่คนอื่นมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ก็สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อจิตใจของเราได้มหาศาล โดยหมอสามารถแบ่งชนวนเหตุยอดฮิตออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้
- การเปลี่ยนแปลงเรื่องงานและสถานะการเงิน: เช่น การย้ายที่ทำงานใหม่ การเลื่อนตำแหน่งที่มาพร้อมความรับผิดชอบที่สูงขึ้น การตกงานกระทันหัน หรือรายได้ที่ลดลงชั่วคราว
- ความสัมพันธ์ในครอบครัวและคนใกล้ชิด: เช่น การหย่าร้าง การเลิกรากับแฟน การทะเลาะเบาะแว้งกับคนในบ้าน หรือแม้กระทั่งการสูญเสียสัตว์เลี้ยงแสนรัก
- การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต: เช่น การย้ายบ้าน ย้ายโรงเรียน การเกษียณอายุการทำงาน หรือการเริ่มบทบาทใหม่ในชีวิตอย่างการเป็นพ่อแม่คน
- ปัญหาสุขภาพทางกาย: การตรวจพบโรคเรื้อรังที่ต้องใช้เวลารักษาตัวนาน หรือการสูญเสียสมรรถภาพทางกายบางอย่างไป
ลองเช็กสัญญาณเตือน: ร่างกายและจิตใจกำลังฟ้องอะไรเมื่อรับมือไม่ไหว?
อาการของภาวะนี้มักจะแสดงออกมาภายใน 3 เดือนหลังจากที่เจอกับเรื่องเครียด โดยจะแสดงออกผ่านทั้งทางร่างกาย อารมณ์ และพฤติกรรม ซึ่งหมออยากให้ทุกคนลองสังเกตตัวเองและคนใกล้ตัวดูว่ามีอาการเหล่านี้อยู่บ้างหรือไม่
อาการทางอารมณ์และจิตใจ
- รู้สึกเศร้าหมอง หดหู่ ร้องไห้บ่อยโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
- มีความวิตกกังวลกระสับกระส่ายตลอดเวลา กลัวว่าจะรับมือกับอนาคตไม่ได้
- รู้สึกหมดพลัง ไร้หนทางแก้ไขปัญหา และไม่สามารถสนุกกับสิ่งที่เคยชอบได้เหมือนเดิม
อาการทางกายและพฤติกรรม
- นอนไม่หลับ หลับๆ ตื่นๆ หรือบางคนอาจจะนอนมากเกินไปเพื่อหลีกหนีความจริง
- เบื่ออาหารจนน้ำหนักลด หรือในบางรายอาจจะกินมากกว่าปกติเพื่อชดเชยความเครียด
- ไม่มีสมาธิในการทำงาน ทำงานผิดพลาดบ่อย หรือเริ่มแยกตัวออกจากสังคม ไม่อยากพูดคุยกับใคร
แค่เครียดธรรมดา ซึมเศร้า หรือกำลังเผชิญหน้ากับภาวะปรับตัวบกพร่อง?
นี่คือคำถามที่หมอเจอบ่อยที่สุดในการตรวจรักษา คนไข้มักจะสับสนระหว่างความเครียดทั่วไป ภาวะปรับตัวบกพร่อง และโรคซึมเศร้า ซึ่งหมอมีวิธีแยกแยะง่ายๆ ดังนี้
หากเป็นความเครียดทั่วไป เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก หรือเมื่อปัญหาคลี่คลายลง เราจะสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติอย่างรวดเร็ว โดยที่หน้าที่การงานหรือความสัมพันธ์ไม่ได้เสียหาย
แต่ถ้าเป็นภาวะความสามารถในการปรับตัวบกพร่อง อาการจะรุนแรงกว่าความเครียดปกติอย่างชัดเจนจนทำให้ชีวิตเสียศูนย์ ทว่าอาการทั้งหมดนี้มักจะไม่ยาวนานเกิน 6 เดือนหลังจากที่ปัจจัยกระตุ้นหรือเรื่องเครียดนั้นหมดไป
ในขณะที่โรคซึมเศร้า จะมีเกณฑ์การวินิจฉัยที่เฉพาะเจาะจงและมีความรุนแรงของอาการมากกว่า มีความรู้สึกไร้ค่าหรือคิดอยากทำร้ายตัวเองร่วมด้วย และอาการมักจะคงอยู่ยาวนานต่อเนื่องโดยไม่ขึ้นอยู่กับว่าเรื่องเครียดนั้นจะคลี่คลายลงแล้วหรือไม่
ดูแลใจอย่างไรให้ออกจากวังวนความเครียดและกลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้ง
ข่าวดีก็คือ ภาวะความสามารถในการปรับตัวบกพร่องนี้เป็นเรื่องที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และเมื่อเวลาผ่านไป จิตใจของเราจะค่อยๆ สร้างกลไกในการปรับตัวขึ้นมาใหม่ โดยหมอมีคำแนะนำในการดูแลตัวเองเบื้องต้นดังนี้
ปรับเปลี่ยนมุมมองและเปิดใจยอมรับ
ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับเรา การรู้สึกเครียดหรืออ่อนแอไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนล้มเหลว แต่เป็นเพียงสัญญาณเตือนว่าจิตใจต้องการการพักผ่อนและการเยียวยาเท่านั้น
สร้างกิจวัตรประจำวันที่เรียบง่าย
พยายามรักษาสมดุลของร่างกายด้วยการกินอาหารให้อิ่ม นอนหลับให้เพียงพอ และออกกำลังกายเบาๆ เช่น การเดินเล่นในสวนสาธารณะ การดูแลสุขภาพกายให้แข็งแรงจะเป็นฐานรากที่ช่วยพยุงจิตใจไม่ให้ทรุดลงไปมากกว่าเดิม
ระบายความรู้สึกกับคนที่ไว้ใจ
การเก็บความเครียดไว้คนเดียวเปรียบเหมือนการเก็บน้ำไว้ในเขื่อนที่ใกล้จะพัง การได้พูดคุย ระบายความในใจ หรือขอความช่วยเหลือจากคนในครอบครัว เพื่อนสนิท หรือเพื่อนร่วมงานที่เข้าใจ จะช่วยลดแรงกดดันในใจได้มหาศาล
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อรับมือไม่ไหว
หากลองปรับตัวด้วยตัวเองแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือรู้สึกว่าความเครียดเริ่มส่งผลกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก การเข้าพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อทำจิตบำบัดเป็นทางเลือกที่ดีมาก การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้เราค้นพบแนวทางในการจัดการปัญหาที่เหมาะสมกับตัวเอง และในบางกรณี แพทย์อาจจะพิจารณาใช้ยาบรรเทาอาการวิตกกังวลหรือยาช่วยนอนหลับในระยะสั้นๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายและจิตใจได้พักฟื้นอย่างเต็มที่
สุดท้ายนี้ หมออยากบอกทุกคนว่า จิตใจของคนเราก็เหมือนกับสภาพอากาศ มีวันฟ้าใส มีวันพายุเข้า และมีวันที่ฝนตกหนัก การที่เราปรับตัวไม่ทันกับมรสุมชีวิตที่พัดเข้ามาอย่างกระทันหันนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก ขอเพียงแค่ให้โอกาสตัวเองได้พัก ค่อยๆ ก้าวไปทีละก้าว และอย่าลังเลที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือเมื่อรู้สึกว่าแบกรับไว้คนเดียวไม่ไหว แล้ววันหนึ่งฟ้าหลังฝนที่สดใสจะกลับมาเยือนชีวิตของเราอีกครั้งอย่างแน่นอน