คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ที่ลูกน้อยมีไข้สูง หงุดหงิดง่าย หรือไม่สบายตัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ แล้วพอไปหาหมอ ตรวจปัสสาวะดู ถึงได้รู้ว่าลูกเป็น "การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ" หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า UTI
แต่ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ บางครั้งลูกก็กลับมาเป็นซ้ำอีก เป็นแล้วเป็นอีก จนคุณพ่อคุณแม่เริ่มสงสัยว่า "ทำไมลูกเราถึงเป็น UTI บ่อยจัง?" "มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า?" วันนี้คุณหมอจะมาเล่าให้ฟังแบบละเอียดและเข้าใจง่าย เพื่อคลายความกังวลและช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลลูกน้อยได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น
UTI คืออะไร? และทำไมถึงสำคัญกับลูกน้อย
การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection หรือ UTI) คือภาวะที่เชื้อโรค ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นเชื้อแบคทีเรียจากลำไส้ใหญ่ เข้าไปเจริญเติบโตในส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น กระเพาะปัสสาวะ ท่อไต หรือแม้กระทั่งไต
ในผู้ใหญ่หรือเด็กโต อาการมักจะชัดเจน เช่น ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย แต่ในทารกที่ยังพูดไม่ได้และบอกอาการไม่ได้ การติดเชื้อ UTI อาจแสดงออกมาในรูปแบบที่คลุมเครือ ทำให้วินิจฉัยได้ยาก และหากปล่อยทิ้งไว้ ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีการติดเชื้อลามไปถึงไตบ่อยๆ อาจทำให้ไตเสียหาย เกิดแผลเป็น และส่งผลต่อการทำงานของไตในระยะยาวได้
ทำไมลูกน้อยบางคนถึงเป็น UTI ซ้ำแล้วซ้ำเล่า?
การที่ลูกน้อยเป็น UTI ซ้ำๆ ไม่ใช่เรื่องปกติ และมักมีสาเหตุแฝงที่ต้องค้นหา คุณหมอจะเล่าถึงสาเหตุที่พบบ่อยๆ ดังนี้
ความผิดปกติของโครงสร้างระบบทางเดินปัสสาวะ
นี่คือสาเหตุสำคัญที่สุดที่ต้องนึกถึงเมื่อลูกเป็น UTI ซ้ำซาก ความผิดปกติเหล่านี้อาจเป็นมาตั้งแต่เกิด เช่น
- ปัสสาวะไหลย้อนกลับจากกระเพาะปัสสาวะเข้าสู่ท่อไต (Vesicoureteral Reflux หรือ VUR): เป็นภาวะที่พบบ่อยที่สุด เมื่อปัสสาวะไหลย้อนกลับไปที่ไต เชื้อโรคก็อาจตามขึ้นไปทำให้เกิดการติดเชื้อที่ไตได้ง่ายขึ้น
- ภาวะท่อปัสสาวะตีบตัน (Obstructive Uropathy): การตีบตันในส่วนใดส่วนหนึ่งของทางเดินปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะคั่งค้าง ระบายออกไม่หมด เป็นแหล่งเพาะเชื้อที่ดี
- ความผิดปกติอื่นๆ: เช่น ไตผิดรูป หรือความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะ
เรื่องของสุขอนามัยที่อาจมองข้าม
แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สุขอนามัยที่ดีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเด็กผู้หญิงที่ท่อปัสสาวะสั้นกว่า ทำให้เชื้อโรคจากบริเวณทวารหนักเดินทางเข้าไปสู่ท่อปัสสาวะได้ง่ายกว่า
- การเช็ดทำความสะอาดก้นที่ไม่ถูกวิธี: ควรเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ เพื่อป้องกันการนำเชื้อโรคจากทวารหนักไปสู่ท่อปัสสาวะ
- ผ้าอ้อมเปียกชื้นนานเกินไป: การปล่อยให้ผ้าอ้อมสกปรกหรือเปียกชื้นเป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดความอับชื้นและเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคที่ดี
ปัสสาวะคั่งค้างหรืออั้นปัสสาวะ (สำหรับเด็กที่โตขึ้นมาหน่อย)
ในเด็กที่เริ่มฝึกขับถ่ายแล้ว บางครั้งอาจจะอั้นปัสสาวะ หรือปัสสาวะไม่สุด ทำให้มีปัสสาวะค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ เป็นสาเหตุให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี แต่ในทารกมักจะไม่ใช่มูลเหตุหลักโดยตรง นอกเสียจากว่ามีสาเหตุจากการอุดกั้น
ท้องผูกบ่อยๆ ก็เกี่ยวได้
ฟังดูไม่น่าเกี่ยวกัน แต่ความจริงแล้วภาวะท้องผูกเรื้อรังอาจไปกดเบียดกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ ทำให้การทำงานของกระเพาะปัสสาวะและระบบขับถ่ายรวน และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ UTI ได้
อาการ UTI ในทารก: สังเกตอย่างไรเมื่อลูกยังพูดไม่ได้?
เนื่องจากลูกน้อยบอกอาการเองไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องเป็นนักสังเกตที่ดี สัญญาณเตือนของ UTI ในทารกที่พบบ่อยได้แก่
มีไข้สูงโดยไม่ทราบสาเหตุ
เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดในทารก หากลูกมีไข้สูง ไม่มีอาการหวัด ไอ หรือท้องเสีย คุณหมอมักจะนึกถึง UTI เป็นลำดับต้นๆ
กินนมน้อยลง งอแง ไม่สบายตัว
ลูกดูอ่อนเพลีย เซื่องซึม หรือกระสับกระส่ายผิดปกติ ไม่ยอมกินนม หรืออาเจียนร่วมด้วย
ปัสสาวะผิดปกติ หรือมีกลิ่นฉุน
ปัสสาวะอาจมีสีขุ่น มีตะกอน หรือมีกลิ่นฉุนผิดปกติไปจากเดิม หรือลูกอาจจะปัสสาวะบ่อยขึ้น หรือดูเหมือนปวดเวลาปัสสาวะ
ในทารกแรกเกิด อาจมีอาการตัวเหลืองได้
ในเด็กเล็กมากๆ โดยเฉพาะทารกแรกเกิด การติดเชื้อ UTI อาจแสดงออกด้วยอาการตัวเหลือง กินนมน้อย หรือน้ำหนักไม่ขึ้น
คุณหมอวินิจฉัย UTI ได้อย่างไร?
เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกมาหาคุณหมอ คุณหมอจะทำการวินิจฉัยโดย
ตรวจปัสสาวะ: กุญแจสำคัญในการวินิจฉัย
คุณหมอจะเก็บตัวอย่างปัสสาวะของลูกน้อย ซึ่งวิธีการเก็บจะแตกต่างกันไปตามวัย เช่น การใช้ถุงเก็บปัสสาวะ การใส่สายสวนปัสสาวะชั่วคราว หรือการเจาะปัสสาวะเหนือหัวหน่าว (ซึ่งเป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด แต่ทำในกรณีจำเป็น) เพื่อนำไปตรวจดูว่ามีเม็ดเลือดขาว หรือเชื้อแบคทีเรียในปัสสาวะหรือไม่
การเพาะเชื้อเพื่อหาตัวร้าย
หลังจากตรวจปัสสาวะเบื้องต้นแล้ว คุณหมอจะส่งปัสสาวะไปเพาะเชื้อ เพื่อระบุชนิดของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุ และทดสอบว่าเชื้อนั้นๆ ไวต่อยาปฏิชีวนะชนิดใด เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
เมื่อเป็นแล้ว รักษาอย่างไรดี?
ยาปฏิชีวนะ: เพื่อนสนิทที่ต้องใช้ให้ถูกวิธี
การรักษาหลักคือการให้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งอาจให้ทางหลอดเลือดดำในตอนแรก หากลูกมีไข้สูง หรืออาการรุนแรง จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นยากินเมื่ออาการดีขึ้น
สิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ลูกกินยาปฏิชีวนะจนครบตามที่แพทย์สั่ง แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อให้แน่ใจว่าเชื้อโรคถูกกำจัดหมดไป ไม่หลงเหลืออยู่จนทำให้กลับมาเป็นซ้ำ หรือเกิดภาวะดื้อยา
เป็นซ้ำหลายครั้ง คุณหมอจะตรวจอะไรเพิ่มเติมบ้าง?
หากลูกเป็น UTI ซ้ำบ่อยๆ หรือมีอาการรุนแรง คุณหมออาจแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุแฝง ดังนี้
อัลตราซาวด์ดูไตและทางเดินปัสสาวะ
เป็นการตรวจที่ไม่เจ็บปวด เพื่อดูโครงสร้างของไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อไต ว่ามีความผิดปกติทางกายวิภาคหรือไม่ เช่น ไตบวมน้ำ หรือมีก้อนเนื้อ
การตรวจพิเศษเพื่อดูการไหลย้อนกลับของปัสสาวะ (Voiding Cystourethrogram หรือ VCUG)
การตรวจนี้ทำโดยการใส่สายสวนปัสสาวะเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ แล้วฉีดสารทึบรังสี จากนั้นถ่ายภาพเอกซเรย์ขณะที่ลูกปัสสาวะ เพื่อดูว่ามีปัสสาวะไหลย้อนกลับจากกระเพาะปัสสาวะไปยังท่อไตและไตหรือไม่ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของ UTI ซ้ำซาก
สแกนไตเพื่อหาแผลเป็น (DMSA Scan)
เป็นการตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ เพื่อประเมินการทำงานของไต และตรวจหาแผลเป็นที่อาจเกิดขึ้นที่เนื้อไตจากการติดเชื้อซ้ำๆ ซึ่งสามารถส่งผลต่อการทำงานของไตในระยะยาวได้
ดูแลลูกน้อยอย่างไร ไม่ให้ UTI กลับมาอีก?
การป้องกันสำคัญไม่แพ้การรักษา คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยลดความเสี่ยงที่ลูกจะเป็น UTI ซ้ำได้ด้วยวิธีเหล่านี้
ดูแลเรื่องความสะอาดให้ดีที่สุด
เช็ดทำความสะอาดก้นลูกน้อยจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ หลังการขับถ่ายทุกครั้ง
เปลี่ยนผ้าอ้อมที่เปียกหรือสกปรกทันที ไม่ปล่อยทิ้งไว้นาน
เลือกใช้ผ้าอ้อมที่ระบายอากาศได้ดี และไม่รัดแน่นจนเกินไป
ให้ลูกได้ดื่มน้ำเพียงพอ และไม่กลั้นปัสสาวะ (สำหรับเด็กโตหน่อย)
กระตุ้นให้ลูกดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพื่อช่วยในการขับเชื้อโรคออกจากระบบทางเดินปัสสาวะ
สำหรับเด็กที่โตขึ้นและควบคุมการปัสสาวะได้แล้ว ควรฝึกให้ปัสสาวะสม่ำเสมอ ไม่กลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน
แก้ปัญหาท้องผูก
หากลูกมีปัญหาท้องผูกเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางแก้ไข เพราะท้องผูกก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยง UTI ได้
ยาปฏิชีวนะป้องกัน: เมื่อจำเป็น
ในบางกรณีที่ลูกมีความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะที่แก้ไขยาก หรือเป็น UTI ซ้ำบ่อยมาก คุณหมออาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะขนาดต่ำเพื่อป้องกันการติดเชื้อต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
อาการแบบไหน ที่ต้องรีบพาไปหาหมอทันที?
หากลูกน้อยมีอาการเหล่านี้ ควรพาไปพบแพทย์ทันที
- ไข้สูงมาก ซึมลง ไม่เล่น ไม่ตอบสนอง
- อาเจียนมาก กินไม่ได้ หรือดูอ่อนเพลียอย่างรุนแรง
- ปัสสาวะน้อยลงมาก หรือไม่ปัสสาวะเลย
- มีอาการปวดท้องรุนแรง หรือปวดหลัง
- สีผิวหรือตาเหลืองมากขึ้น (ในทารกแรกเกิด)
การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะซ้ำซากในทารกเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด การวินิจฉัยที่รวดเร็ว และการรักษาที่ถูกต้องตามสาเหตุ จะช่วยปกป้องไตของลูกน้อย และทำให้ลูกมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ในระยะยาว อย่าลังเลที่จะปรึกษาคุณหมอหากมีข้อสงสัยหรือกังวลใจเกี่ยวกับสุขภาพของลูกน้อย