ลูกไข้สูงลอยกินยาแล้วไม่ลด ระวังเจ้าตัวร้ายไข้เลือดออก
ช่วงนี้เวลาคุณพ่อคุณแม่พาเจ้าตัวเล็กมาหาที่คลินิกด้วยอาการไข้สูง สิ่งแรกๆ ที่หมอมักจะนึกถึงเสมอคือโรคไข้เลือดออก เพราะโรคนี้วนเวียนอยู่ใกล้ตัวเด็กๆ มากกว่าที่เราคิด ยิ่งหน้าฝนหรือช่วงที่มียุงลายชุกชุมด้วยแล้ว ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษครับ
ปัญหาคือไข้เลือดออกในเด็กมักจะมาเนียนๆ อาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนตายใจ คิดว่าเดี๋ยวลูกกินยา เช็ดตัว นอนพักผ่อนก็หาย แต่พอเข้าสู่วันที่สามหรือวันที่สี่ อาการกลับพลิกผันจนน่าตกใจ วันนี้หมอเลยอยากมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตอาการลูกรักได้ทันท่วงทีครับ
ไข้เลือดออกในเด็ก เกิดจากอะไรทำไมถึงน่ากลัว
โรคนี้ไม่ได้เกิดจากอากาศเปลี่ยนแปลง แต่เกิดจากเจ้าไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ที่มียุงลายตัวเมียเป็นพาหะนำโรค พอยุงกัดเด็กที่มีเชื้อ ไวรัสก็จะเข้าสู่กระแสเลือด
ความน่ากลัวของไข้เลือดออกอยู่ที่กลไกของโรคครับ พอเชื้อเข้าสู่ร่างกาย มันไม่ได้ทำให้แค่มีไข้เฉยๆ แต่มันไปทำให้ผนังหลอดเลือดฝอยทั่วร่างกายมีความผิดปกติ เกิดการรั่วของพลาสมา หรือน้ำเหลืองออกนอกหลอดเลือด ซึ่งนี่แหละคือต้นเหตุของภาวะช็อกที่อันตรายถึงชีวิตถ้าดูแลไม่ทัน
เช็กลิสต์อาการเตือนในแต่ละระยะ ช่วงไหนต้องระวังที่สุด
การดำเนินโรคของไข้เลือดออกจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะชัดเจน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องรู้ทันแต่ละช่วงครับ
ระยะไข้สูง (วันที่ 1-2 ของโรค)
ช่วงนี้เด็กจะมีไข้สูงปรี๊ด 38.5 ถึง 40 องศาเซลเซียสแบบฉับพลัน กินยาลดไข้แล้วไข้ก็มักจะลดลงแค่แป๊บเดียวแล้วก็กลับมาสูงอีก เด็กมักจะหน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว บางคนบ่นปวดท้องหรือคลื่นไส้อาเจียน ช่วงนี้จะแยกยากมากว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ ทอนซิลอักเสบ หรือไข้เลือดออก
ระยะวิกฤต (วันที่ 3-5 ของโรค)
ช่วงนี้สำคัญที่สุดและอันตรายที่สุดครับ มักเป็นช่วงที่ไข้เริ่มลดลงจนเกือบเป็นปกติ หรือที่หลายคนเข้าใจผิดว่าลูกหายป่วยแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่เลย! ช่วงนี้คือช่วงที่พลาสมาเริ่มรั่วออกจากหลอดเลือด หากเด็กคนไหนมีการรั่วมาก ความดันโลหิตจะตก เลือดไปเลี้ยงอวัยวะไม่พอ เข้าสู่ภาวะช็อก เด็กจะซึมลง ตัวเย็น ชีพจรเบาและเร็ว ปวดท้องรุนแรง หรืออาเจียนเป็นเลือด
นอกจากนี้ ในระยะนี้เราอาจจะเริ่มเห็นจุดเลือดออกเล็กๆ ตามผิวหนังของลูก ลองใช้มือดึงผิวหนังให้ตึง ถ้าจุดแดงนั้นไม่จางหายไปตามแรงกด นั่นแหละครับสัญญาณเตือนที่ชัดเจน
ระยะฟื้นตัว (หลังจากวันที่ 6 เป็นต้นไป)
ถ้าเด็กผ่านพ้นระยะวิกฤตมาได้ อาการต่างๆ จะเริ่มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความอยากอาหารจะกลับมา ชีพจรและการหายใจกลับสู่ภาวะปกติ อาจจะมีผื่นคันตามแขนขาและลำตัว ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของการหายจากโรคนี้ครับ
วิธีดูแลลูกรักเบื้องต้นเมื่อเป็นไข้ที่บ้าน
ถ้าลูกมีไข้สูงเกินสองวัน สิ่งที่ต้องทำอันดับแรกคือพาลูกมาพบแพทย์เพื่อเจาะเลือดตรวจหาเชื้อเดงกี (NS1 Antigen Test) แต่ระหว่างที่รอผลหรืออยู่ในความดูแลของแพทย์ที่ให้กลับมาดูอาการที่บ้าน มีข้อปฏิบัติสำคัญดังนี้ครับ
- เช็ดตัวลดไข้สม่ำเสมอ: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาดเช็ดตัวเพื่อช่วยระบายความร้อน
- กินยาพาราเซตามอลเท่านั้น: ห้ามเด็ดขาดที่จะให้เด็กกินยา Ibuprofen หรือ Aspirin เพราะยาเหล่านี้จะไปกัดกระเพาะและส่งผลให้เลือดออกง่ายขึ้นไปอีก ซึ่งอันตรายถึงชีวิต
- ให้ดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำเปล่าบ่อยๆ: เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำจากการอาเจียนหรือไข้สูง
- สังเกตอาหารการกิน: เน้นอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม งดอาหารที่มีสีแดงหรือดำ เพื่อไม่ให้สับสนเวลาน้องอาเจียนออกมาแล้วมีเลือดปน
สัญญาณเตือนแบบไหน ที่ต้องรีบพาซิ่งไปโรงพยาบาลด่วน
ถ้าคุณพ่อคุณแม่สังเกตพบอาการเหล่านี้ แม้จะยังไม่ถึงวันที่นัดติดตามอาการ ก็ต้องพาลูกส่งห้องฉุกเฉินทันทีครับ
- ลูกซึมมาก ปลุกไม่ค่อยตื่น หรือเพ้อ
- บ่นปวดท้องรุนแรงและต่อเนื่องบริเวณลิ้นปี่
- อาเจียนติดต่อกันหลายครั้ง กินอะไรไม่ได้เลย หรืออาเจียนมีเลือดปน มีเลือดกำเดาไหล หรือถ่ายอุจจาระสีดำ
- ตัวเย็น ปัสสาวะไม่ออกเลยหลายชั่วโมง (แสดงว่าความดันเริ่มตก)
โรคไข้เลือดออกในเด็กเป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้เลยครับ แม้ดูภายนอกเด็กอาจจะยังดูแข็งแรงดีในวันแรกๆ แต่สถานการณ์สามารถพลิกผันได้ในระยะวิกฤต หากลูกมีไข้สูงเกิน 2 วัน กินยาลดไข้แล้วไม่ดีขึ้น มีผื่น หรือซึมลง ควรรีบพามาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัด ดีกว่าปล่อยไว้จนเข้าสู่ระยะอันตรายนะครับ