ช่วงนี้เวลาเดินไปไหนมาไหน หรือนั่งคุยกับคุณแม่หลายท่าน มักจะได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆ พร้อมกับคำถามคาใจว่า ทำไมลูกถึงนั่งนิ่งทำการบ้านไม่ได้เลยสักที ของเล่นวางเกลื่อนกลาด วิ่งวุ่นทั้งวันจนคนรอบข้างเหนื่อยแทน หลายคนมักจะเผลอดุว่าเด็กดื้อหรือเกเรโดยไม่รู้ตัว แต่พอได้มาตรวจวินิจฉัยกันจริงๆ แล้ว หลายเคสกลับพบว่าอาการเหล่านี้มีรากลึกมาจากภาวะที่สมองทำงานแตกต่างออกไป ซึ่งก็คือ โรคสมาธิสั้น นั่นเองครับ
ในฐานะหมอที่นั่งตรวจคนไข้กลุ่มนี้มานาน อยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจโรคนี้กันใหม่แบบสบายๆ ไม่เครียด เพราะถ้าเรามองเห็นภาพรวมและเข้าใจกลไกของโรคจริงๆ การดูแลเด็กๆ หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะไม่ใช่เรื่องน่าปวดหัวอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นเรื่องของการปรับตัวและการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขมากกว่า
ลูกซนปกติ หรือเข้าข่ายโรคสมาธิสั้นกันแน่? มาเช็กความต่างกัน
เวลาที่เราเห็นเด็กวิ่งเล่นเสียงดัง เรามักจะเหมารวมว่าเขาสนุกเกินเหตุ แต่ความจริงแล้วธรรมชาติของเด็กย่อมมีความสดใสและพลังงานเหลือล้นเป็นธรรมดา ทีนี้คำถามคือ แล้วจุดไหนล่ะที่เราควรเริ่มสังเกตว่ามันอาจจะล้ำเส้นความซนปกติไปไกลแล้ว
อาการของ โรคสมาธิสั้น จะไม่ได้มีแค่ความซนอย่างเดียว แต่หลักๆ แล้วจะแบ่งออกเป็นสามพฤติกรรมเด่นที่เราต้องคอยสังเกตให้ดีครับ
ใจลอย เหม่อมองนกมองไม้ ทำของหายเป็นประจำ
กลุ่มนี้มักจะดูเหมือนอยู่ในโลกส่วนตัว ทำงานหรือทำการบ้านไม่เคยเสร็จตามกำหนด วางแผนอะไรไม่ค่อยเป็นระบบ มักจะลืมของใช้ส่วนตัวไว้ที่โรงเรียนบ่อยๆ หรือเวลาที่เรากำลังคุยด้วยก็เหมือนเขาไม่ได้ยินที่เราพูดอยู่เลย
นั่งไม่ติดที่ ขยับตัวยุกยิกตลอดเวลาเหมือนติดสปริง
กลุ่มนี้จะอยู่นิ่งไม่ได้เลย นั่งเก้าอี้แล้วต้องโยกไปโยกมา มือไม้ชอบหยิบจับโน่นนี่ตลอดเวลา ถ้าอยู่ในห้องเรียนก็มักจะลุกเดินไปเดินมาในเวลาที่ไม่ควรลุก หรือพูดมากและพูดแทรกคนอื่นอยู่เรื่อยๆ แบบไม่มีจังหวะหยุดพัก
ใจร้อนวู่วาม พูดก่อนคิด รอคิวใครไม่เป็น
อาการนี้จะเด่นเรื่องความไม่อดทน เช่น อยากได้อะไรต้องได้เดี๋ยวนี้ แย่งของเล่นเพื่อน ทนรอให้ถึงตาตัวเองไม่ไหว หรือบางทีก็ชอบโพล่งคำตอบขึ้นมาทันทีก่อนที่คนอื่นจะถามจบ
ทำไมสมองถึงเป็นแบบนี้? เจาะลึกเบื้องหลังความอลวนในหัว
มีคุณพ่อคุณแม่หลายคนชอบโทษตัวเองว่าเลี้ยงลูกไม่ดีพอ ลูกถึงออกมาเป็นแบบนี้ หมอบอกตรงนี้เลยว่า สบายใจได้ครับ โรคสมาธิสั้น ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูหรือความผิดพลาดของคนในครอบครัว แต่มันมีรากเหง้ามาจากระบบการทำงานของสมองจริงๆ
ถ้าเปรียบสมองเป็นห้องทำงานขนาดใหญ่ ในคนทั่วไปจะมีผู้จัดการคอยจัดระเบียบว่า ตอนนี้ควรทำอะไร ก่อนหลัง ควบคุมอารมณ์อย่างไร และยับยั้งชั่งใจตรงไหน แต่สำหรับคนที่เป็น โรคสมาธิสั้น ผู้จัดการคนนี้อาจจะทำงานช้ากว่าปกติ หรือมีสารเคมีบางตัวในสมองที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณประสาททำงานน้อยกว่าคนอื่น ส่งผลให้การควบคุมตัวเอง การโฟกัส และการจัดการเรื่องเวลาทำได้ยากขึ้น โดยปัจจัยหลักมักมาจากเรื่องของพันธุกรรมและความผิดปกติน้อยๆ ระหว่างการตั้งครรภ์หรือคลอดครับ
แนวทางดูแลรักษาแบบองค์รวม ปรับสมองและปรับสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
ข่าวดีคือ โรคสมาธิสั้น สามารถจัดการและใช้ชีวิตได้ดีขึ้นมากๆ หากได้รับการดูแลที่ถูกต้องและเข้าใจจากคนรอบข้าง โดยแนวทางการรักษายุคใหม่จะไม่ได้มีแค่การกินยาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการผสมผสานหลายวิธีเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
การปรับพฤติกรรมและจัดระเบียบสิ่งแวดล้อมรอบตัว
เราต้องช่วยสมองของเขาจัดระเบียบโลกภายนอกให้ง่ายขึ้น เช่น จัดโต๊ะทำการบ้านให้โล่งที่สุด ปราศจากสิ่งเร้าอย่างของเล่นหรือโทรศัพท์มือถือ แบ่งงานชิ้นใหญ่ออกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วให้ทำทีละอย่าง ให้คำชมทันทีเมื่อเขาทำสำเร็จ และตั้งกติกาบ้านให้ชัดเจนเข้าใจง่าย
การใช้ยาปรับสมดุลสารเคมีในสมอง
หลายคนกลัวการให้เด็กกินยา หมออยากอธิบายว่า ยาในกลุ่มนี้ไม่ได้ทำให้เด็กซึมหรือกลายเป็นคนละคน แต่ยาจะช่วยไปปรับระดับสารสื่อประสาทในสมองส่วนหน้าให้ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยให้เขามีสมาธิยาวนานขึ้น และควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น เปรียบเหมือนคนสายตาสั้นที่ได้ใส่แว่น ทำให้มองเห็นโลกได้ชัดเจนขึ้นนั่นเองครับ
เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อโรคสมาธิสั้น เพื่อก้าวเดินไปด้วยกันอย่างเข้าใจ
สุดท้ายแล้ว โรคสมาธิสั้น ไม่ใช่ปมด้อยหรือความล้มเหลวในชีวิต เด็กๆ หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ที่มีภาวะนี้หลายคนมีความคิดสร้างสรรค์ มีพลังงานเหลือเฟือ และมีความสามารถพิเศษซ่อนอยู่มากมาย ถ้าเราในฐานะคนรอบข้างเข้าใจ ยอมรับ และช่วยกันประคับประคอง ปรับสภาพแวดล้อมให้เข้ากับตัวเขา พวกเขาก็สามารถเติบโตไปใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จได้ไม่แพ้ใครเลยครับ