ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลายคนพาลลูกรักมาปรึกษาหมอที่คลินิกด้วยปัญหาเดิมๆ ลูกน้อยวัยแบเบาะมีผื่นแดงขึ้นตามตัว ผิวแห้งคัน เป็นๆ หายๆ หรือบางคนมีอาการท้องเสีย อาเจียน หรือหายใจมีเสียงครืดคราดหลังจากกินนมหรืออาหารบางชนิด คำถามยอดฮิตที่หมอได้ยินเสมอคือ ลูกเราแพ้อะไรกันแน่ และเราจะรู้ได้อย่างไรตั้งแต่ยังตัวเล็กขนาดนี้
ในฐานะหมอเด็กและคนดูแลผิวพรรณ วันนี้อยากมาเล่าให้ฟังถึงเรื่องการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังในทารก ซึ่งเป็นวิธีตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ที่หลายคนอาจจะยังกังวลและกลัวว่าลูกจะเจ็บตัว มาดูกันว่าจริงๆ แล้วขั้นตอนเป็นอย่างไร และลูกวัยไหนถึงจะเหมาะกับการตรวจวิธีนี้ครับ
ลูกวัยไหนถึงจะเริ่มตรวจภูมิแพ้ทางผิวหนังได้
คำถามแรกที่หมอต้องตอบบ่อยมากคือ ลูกยังแบเบาะอยู่เลย ตรวจได้หรือยัง โดยทั่วไปแล้ว แพทย์สามารถพิจารณาทำการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังในทารกได้ตั้งแต่เด็กอายุประมาณ 6 เดือนขึ้นไปครับ หรือในบางกรณีที่เด็กมีอาการแพ้รุนแรงมากๆ แพทย์อาจพิจารณาเร็วกว่านั้นตามความเหมาะสม
สาเหตุที่เราไม่รีบตรวจในเด็กแรกเกิดหรือเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 เดือน เป็นเพราะระบบภูมิคุ้มกันของน้องยังพัฒนาไม่เต็มที่ ผลการทดสอบอาจจะยังไม่แม่นยำเท่าที่ควร และผิวหนังของน้องยังบางมาก ทำให้แปลผลยาก ดังนั้น ช่วงวัย 6 เดือนขึ้นไปจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม หากน้องเริ่มมีอาการแพ้อาหารหรือสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจนครับ
วิธีตรวจหาภูมิแพ้ทางผิวหนังแบบสะกิดผิว ทำอย่างไรและเจ็บไหม
การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังที่เรานิยมทำกันมากที่สุดเรียกว่า การสะกิดผิวหนัง หลายคนได้ยินคำว่าสะกิดแล้วนึกถึงเข็มใหญ่ๆ ลูกต้องร้องไห้จ้าแน่เลย หมอขออธิบายให้คลายกังวลตรงนี้เลยครับว่า มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
ขั้นตอนการทำแพทย์จะหยดน้ำยาที่มีส่วนผสมของสารก่อภูมิแพ้ชนิดต่างๆ เช่น ไรฝุ่น นมวัว ไข่ หรือถั่ว ลงบนผิวหนังบริเวณท้องแขนหรือแผ่นหลังของน้อง จากนั้นใช้เครื่องมือปลายทู่สะกิดผิวเบาๆ ชั้นบนสุด เพื่อให้น้ำยาซึมลงไปใต้ผิวหนังเล็กน้อย โดยไม่มีการเจาะเลือดและไม่มีเลือดออกแน่นอนครับ
ใช้เวลาทดสอบแค่ประมาณ 15 ถึง 20 นาที เราก็จะรู้ผล หากจุดไหนที่หยดน้ำยาแล้วน้องแพ้ ผิวบริเวณนั้นจะนูนแดงขึ้นมาเหมือนยุงกัด พร้อมกับมีอาการคันเล็กน้อย ซึ่งพยาบาลจะคอยดูแลทายาบรรเทาอาการคันให้ทันทีหลังรู้ผลครับ
เตรียมตัวอย่างไรก่อนพาลูกน้อยมาทดสอบภูมิแพ้
ก่อนวันนัดตรวจ มีข้อปฏิบัติสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้ เพื่อไม่ให้ผลการตรวจคลาดเคลื่อน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของยาแก้แพ้ครับ
หากน้องกำลังกินยาแก้แพ้กลุ่ม antihistamine อยู่ คุณพ่อคุณแม่จะต้องงดยากลุ่มนี้ก่อนมาตรวจอย่างน้อย 5 ถึง 7 วันครับ เนื่องจากยาแก้แพ้จะไปกดการตอบสนองของผิวหนัง ทำให้ผลการตรวจออกมาเป็นลบปลอม คือความจริงแพ้แต่ตรวจไม่เจอ ส่วนยาทาแก้ผื่นที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ควรหลีกเลี่ยงการทาบริเวณที่จะทดสอบ (เช่น ท้องแขนหรือหลัง) ก่อนวันตรวจประมาณ 3 ถึง 5 วันเช่นกันครับ
อ่านผลตรวจอย่างไร และจะแม่นยำแค่ไหน
หลังจากผ่านไป 15 นาที แพทย์จะทำการวัดขนาดของรอยนูนแดงที่เกิดขึ้น หากรอยนูนมีขนาดใหญ่กว่าจุดควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ ก็แปลว่าน้องมีแนวโน้มที่จะแพ้สารชนิดนั้นครับ
อย่างไรก็ตาม หมอมักจะย้ำกับคุณพ่อคุณแม่เสมอว่า ผลบวกจากการทดสอบนี้ไม่ได้แปลว่าน้องแพ้อย่างแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์เสมอไปนะครับ มันบอกแค่ว่า ร่างกายของลูกมีภูมิคุ้มกันต่อสารนั้นๆ แล้วเกิดปฏิกิริยาขึ้น แต่ในชีวิตจริง น้องอาจจะกินหรือสัมผัสสิ่งนั้นแล้วไม่มีอาการก็ได้ ดังนั้น แพทย์จะต้องนำผลตรวจนี้มาประเมินร่วมกับอาการจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเด็กด้วยเสมอ
ข้อจำกัดและข้อควรระวังที่พ่อแม่ควรรู้ก่อนตัดสินใจตรวจ
แม้ว่าการทดสอบนี้จะมีประโยชน์มากในการช่วยจำกัดวงของสารก่อภูมิแพ้ แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการที่ควรทราบ เช่น ในเด็กที่เป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบเรื้อรัง (Atopic Dermatitis) ที่ผิวหนังมีอาการอักเสบมากๆ ทั่วตัว แพทย์อาจจะไม่สามารถทำทดสอบบริเวณผิวหนังที่อักเสบได้ หรืออาจจะต้องรอให้อาการสงบลงก่อน
นอกจากนี้ ในเด็กบางคนที่เคยมีประวัติแพ้รุนแรงจนช็อก (Anaphylaxis) แพทย์อาจต้องพิจารณาความเสี่ยงอย่างรอบคอบ หรือเลือกใช้วิธีเจาะเลือดตรวจหาภูมิแพ้แทน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกน้อยครับ
วิธีดูแลลูกรักหลังรู้ผลตรวจสารก่อภูมิแพ้
เมื่อเราได้ผลการทดสอบมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการวางแผนดูแลลูกในระยะยาวครับ หากผลตรวจยืนยันว่าแพ้อาหารชนิดใด เช่น นมวัวหรือไข่ สิ่งที่ต้องทำคือการหลีกเลี่ยงอาหารนั้นๆ อย่างเคร่งครัดในช่วงวัยที่เขายังแพ้
แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปนะครับ เพราะเด็กส่วนใหญ่เมื่อโตขึ้น ระบบลำไส้และภูมิคุ้มกันจะพัฒนาแข็งแรงขึ้น อาการแพ้อาหารบางอย่าง เช่น แพ้นมวัวหรือไข่ขาว ก็มักจะหายไปได้เองเมื่อเด็กอายุเข้าสู่วัยเรียน การตรวจพบตั้งแต่ตอนนี้จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะดูแลโภชนาการของลูกได้อย่างถูกต้อง และช่วยให้ลูกน้อยเติบโตสมบูรณ์สมวัยโดยไม่ต้องทรมานจากอาการภูมิแพ้กวนใจอีกต่อไปครับ