ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เคยไหมที่ได้ยินข่าวคนไข้บางท่านอาการหนักจนต้อง "ใส่ท่อช่วยหายใจ" หรือ "ใช้เครื่องช่วยหายใจ" แล้วรู้สึกสงสัยว่าเครื่องมือนี้สำคัญอย่างไร ทำงานแบบไหน หรือทำไมคุณหมอถึงตัดสินใจเลือกใช้ในภาวะวิกฤต?

ในฐานะคุณหมอ ผมเข้าใจดีว่าเรื่องเกี่ยวกับเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์อาจฟังดูซับซ้อนและน่ากังวลใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนที่เรารักต้องเผชิญหน้ากับภาวะวิกฤต วันนี้จึงอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับ "เครื่องช่วยหายใจ" หรือ "การพยุงการหายใจ" ให้ลึกซึ้งขึ้นอีกนิด ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เหมือนเรากำลังคุยกันในคลินิก

ลมหายใจสำคัญแค่ไหน? ทำไมเราถึงต้องพึ่ง "เครื่องช่วยหายใจ" ในบางครั้ง?

ลองนึกภาพตาม ร่างกายเราต้องการออกซิเจนเพื่อไปหล่อเลี้ยงเซลล์ทุกส่วน และต้องขับคาร์บอนไดออกไซด์ของเสียออกมา การหายใจจึงเป็นกลไกสำคัญที่ขาดไม่ได้ เปรียบเสมือนปั๊มน้ำที่คอยสูบฉีดน้ำสะอาดเข้าสู่ระบบ และระบายน้ำเสียออกไป

แต่ในบางสถานการณ์ เช่น เมื่อปอดทำงานหนักเกินไป กล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจอ่อนแรง หรือสมองไม่สามารถสั่งการให้หายใจได้อย่างปกติ ร่างกายเราก็เหมือนกับปั๊มน้ำที่เสีย หรือทำงานได้ไม่เต็มที่นั่นแหละ ลมหายใจที่เคยเป็นเรื่องอัตโนมัติก็อาจเริ่มอ่อนแรงลง จนถึงขั้นหยุดทำงานในที่สุด

นี่แหละคือจุดที่ "เครื่องช่วยหายใจ" เข้ามามีบทบาท เครื่องมือนี้ไม่ได้แค่ช่วยให้คนไข้หายใจได้เท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนเพื่อนช่วยชีวิตที่เข้ามาพยุงการทำงานของระบบทางเดินหายใจ เพื่อให้ร่างกายมีเวลาฟื้นตัวจากภาวะวิกฤตต่างๆ

เมื่อร่างกายส่งสัญญาณ: ภาวะแบบไหนที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ?

การตัดสินใจใช้เครื่องช่วยหายใจนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคุณหมอ โดยจะพิจารณาจากอาการและความรุนแรงของโรค เพื่อให้การรักษาเกิดประโยชน์สูงสุดกับคนไข้มากที่สุด ภาวะที่พบบ่อยซึ่งคุณหมออาจพิจารณาใช้เครื่องช่วยหายใจ ได้แก่:

  • ภาวะปอดอักเสบติดเชื้อรุนแรง หรือภาวะปอดบาดเจ็บเฉียบพลัน (ARDS): ทำให้ปอดไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้เพียงพอ
  • โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) หรือหอบหืดรุนแรง: ที่มีการกำเริบจนหายใจลำบากมาก
  • ภาวะหัวใจล้มเหลว: ที่ส่งผลให้มีน้ำท่วมปอด ทำให้หายใจเหนื่อยหอบ
  • สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง หรือมีภาวะโคม่า: จนไม่สามารถควบคุมการหายใจเองได้
  • การผ่าตัดใหญ่: ที่ต้องมีการวางยาสลบและควบคุมการหายใจระหว่างผ่าตัด หรือเพื่อช่วยพยุงหลังผ่าตัด
  • การได้รับยาเกินขนาด หรือสารพิษบางชนิด: ที่กดการทำงานของศูนย์ควบคุมการหายใจในสมอง
  • ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงรุนแรง: เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงบางชนิด ที่ส่งผลต่อกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจ

ในภาวะเหล่านี้ ร่างกายอาจหายใจเองไม่ได้ หรือหายใจได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย การพยุงการหายใจด้วยเครื่องช่วยหายใจจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

เครื่องช่วยหายใจทำงานอย่างไร? สรุปง่ายๆ ให้เข้าใจกัน

หลักการทำงานของเครื่องช่วยหายใจ คือการช่วย "ดัน" ลม หรือ "ดึง" ลม ให้เข้าออกปอดตามจังหวะที่ตั้งไว้ เพื่อให้ปอดได้รับออกซิเจน และขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบหลักๆ

เครื่องช่วยหายใจแบบรุกราน (Invasive Ventilation): เมื่อต้องใส่ท่อช่วยหายใจ

รูปแบบนี้คือสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดีกับการ "ใส่ท่อช่วยหายใจ" โดยคุณหมอจะสอดท่อขนาดเล็กผ่านปากหรือจมูกลงไปในหลอดลมของคนไข้ ท่อนี้จะเชื่อมต่อกับเครื่องช่วยหายใจโดยตรง เพื่อส่งอากาศเข้าไปในปอดและดึงอากาศออก ช่วยควบคุมการหายใจได้อย่างแม่นยำ

การใส่ท่อช่วยหายใจจะทำเมื่อคนไข้มีภาวะวิกฤตรุนแรง ไม่สามารถหายใจเองได้เลย หรือหายใจเองได้ไม่เพียงพออย่างยิ่ง และมักจะต้องให้ยาเพื่อให้คนไข้หลับและไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือทรมาน

เครื่องช่วยหายใจแบบไม่รุกราน (Non-Invasive Ventilation - NIV): ตัวช่วยสบายๆ ไม่ต้องใส่ท่อ

สำหรับคนไข้ที่ยังพอหายใจเองได้บ้าง แต่มีภาวะหายใจล้มเหลว หรือหายใจเหนื่อยหอบ คุณหมออาจพิจารณาใช้เครื่องช่วยหายใจแบบไม่รุกราน เช่น เครื่อง CPAP หรือ BiPAP ซึ่งจะส่งลมผ่านหน้ากากที่ครอบปากและจมูก โดยไม่ต้องสอดท่อเข้าไปในหลอดลม

วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการใส่ท่อช่วยหายใจ และคนไข้ยังสามารถสื่อสารหรือไอได้เอง เหมาะสำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีภาวะหายใจล้มเหลวไม่รุนแรง หรือใช้เพื่อช่วยพยุงการหายใจในระยะเริ่มต้นและระยะฟื้นตัว

เป้าหมายสำคัญของการใช้เครื่องช่วยหายใจ: เพื่อลมหายใจที่กลับมาแข็งแรง

การใช้เครื่องช่วยหายใจไม่ใช่แค่การยืดเวลาชีวิตออกไปเท่านั้น แต่มีเป้าหมายที่ชัดเจนหลายอย่าง

  • ช่วยให้ปอดได้พัก: เมื่อปอดทำงานหนัก เครื่องช่วยหายใจจะเข้ามาช่วยให้ปอดได้พักและมีโอกาสฟื้นตัว
  • รักษาระดับออกซิเจน: เพื่อให้เนื้อเยื่อและอวัยวะสำคัญของร่างกายได้รับออกซิเจนเพียงพอ
  • กำจัดคาร์บอนไดออกไซด์: ช่วยลดการสะสมของคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นของเสียในร่างกาย
  • ลดภาระการหายใจ: ทำให้กล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจไม่ต้องทำงานหนักเกินไป
  • เปิดโอกาสให้ร่างกายฟื้นตัว: เมื่อระบบทางเดินหายใจได้รับการพยุง ร่างกายก็จะมีเวลาและพลังงานไปต่อสู้กับโรคหรืออาการบาดเจ็บอื่นๆ

คุณหมอกับทีมพยาบาลดูแลอย่างไรเมื่อคนไข้ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ?

เมื่อคนไข้ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ คุณหมอและทีมพยาบาลจะดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมงในห้องผู้ป่วยหนัก (ICU) มีการปรับตั้งค่าเครื่องช่วยหายใจให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยพิจารณาจากน้ำหนักตัว อายุ สภาพปอด และโรคประจำตัว

นอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวังสัญญาณชีพ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต ออกซิเจนในเลือดอย่างสม่ำเสมอ และมีการดูดเสมหะ ดูแลความสะอาดในช่องปาก ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เช่น ปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ (VAP) หรือการที่ปอดเกิดการบาดเจ็บจากแรงดัน

เมื่อคนไข้เริ่มมีอาการดีขึ้น คุณหมอก็จะค่อยๆ ลดการพึ่งพาเครื่องช่วยหายใจลงทีละน้อย (Weaning) เพื่อให้ปอดกลับมาทำงานเองได้เต็มที่อีกครั้ง เหมือนการฝึกให้เด็กเริ่มเดินได้เองอีกครั้งนั่นแหละ

ข้อสงสัยที่พบบ่อย: เมื่อคนใกล้ตัวต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

  • คนไข้จะเจ็บปวดไหม?: โดยทั่วไปแล้ว คุณหมอจะให้ยาเพื่อระงับความรู้สึก ยาคลายกังวล และยาแก้ปวด เพื่อให้คนไข้รู้สึกสบายที่สุด และไม่ทรมานจากการใส่ท่อ
  • จะใช้เครื่องช่วยหายใจนานแค่ไหน?: ระยะเวลาขึ้นอยู่กับสาเหตุของภาวะวิกฤตและความสามารถในการฟื้นตัวของคนไข้ บางรายอาจเพียงไม่กี่วัน บางรายอาจเป็นสัปดาห์หรือนานกว่านั้น
  • คนไข้ที่ใส่ท่อช่วยหายใจจะสื่อสารได้อย่างไร?: แม้จะพูดไม่ได้ แต่คนไข้ที่รู้สึกตัวดีสามารถสื่อสารด้วยการเขียน การพยักหน้า พยักหน้า หรือใช้ภาษามือได้ ทีมพยาบาลจะช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องนี้
  • โอกาสที่จะกลับมาเป็นปกติมีมากน้อยแค่ไหน?: ขึ้นอยู่กับโรคที่เป็นอยู่เดิมและความรุนแรงของภาวะวิกฤต แต่เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการพยุงชีวิตและให้โอกาสร่างกายได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่

การเห็นคนที่เรารักต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอาจเป็นภาพที่น่ากังวลใจ แต่ขอให้มั่นใจว่าเครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นตัวช่วยชีวิตที่สำคัญยิ่ง และอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของทีมแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ หน้าที่ของเราในฐานะทีมดูแล คือการพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้คนที่คุณรักผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down