ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หมอเชื่อว่าหลายคนคงเคยเจอประสบการณ์ที่ทำให้ใจหายวูบ เมื่อหันไปมองในชักโครกหลังเสร็จธุระแล้วพบว่ามีสีแดงของเลือดปนออกมา หลายครั้งเรามักจะปลอบใจตัวเองว่าเป็นแค่ริดสีดวงทวารธรรมดา เดี๋ยวก็คงหายไปเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เลือดที่ปนมากับอุจจาระอาจเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารที่หลากหลาย ตั้งแต่แผลเล็กๆ ในกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ ไปจนถึงเนื้องอกหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ซ่อนอยู่

การปล่อยทิ้งไว้โดยไม่หาสาเหตุที่แท้จริงอาจทำให้โรคลุกลามจนรักษายาก ดังนั้น การตัดสินใจเดินมาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งเครื่องมือแรกๆ ที่หมอจะใช้ในการสืบค้นหาสาเหตุก็คือ การตรวจอุจจาระและห้องปฏิบัติการทางการแพทย์นั่นเอง

ทำไมเวลาอุจจาระมีเลือดปน หมอถึงต้องขอเก็บตัวอย่างไปตรวจในห้องแล็บ?

คนไข้หลายคนมักสงสัยว่า ในเมื่อเห็นเลือดสีแดงชัดเจนอยู่แล้ว ทำไมยังต้องเก็บอึไปตรวจอีก? หมออยากอธิบายว่า เลือดที่ปนออกมากับอุจจาระไม่ได้มาในรูปแบบสีแดงสดเสมอไป หากเลือดออกที่ระบบทางเดินอาหารส่วนบน เช่น กระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น เลือดจะทำปฏิกิริยากับกรดและน้ำย่อยจนกลายเป็นสีดำสนิทคล้ายยางมะตอย

ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ บางครั้งมีเลือดออกในปริมาณน้อยมากจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ร่างกายกลับค่อยๆ สูญเสียเลือดไปทีละน้อยจนเกิดภาวะโลหิตจางโดยไม่รู้ตัว การตรวจวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้หมอมองเห็นร่องรอยของเลือดแฝงเหล่านี้ได้ และช่วยแยกแยะว่าเลือดที่ออกนั้นเกิดจากการติดเชื้อ พยาธิ หรือความผิดปกติของผนังลำไส้กันแน่

เจาะลึกวิธีตรวจทางห้องแล็บเพื่อค้นหาเลือดที่ซ่อนอยู่ในอุจจาระ

เมื่อตัวอย่างอุจจาระถูกส่งมาถึงห้องปฏิบัติการ ทีมนักเทคนิคการแพทย์จะมีวิธีการตรวจวิเคราะห์ที่เป็นมาตรฐานเพื่อค้นหาความผิดปกติ ดังนี้

1. การตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (Stool Occult Blood Test)

วิธีนี้คือหัวใจสำคัญในการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแรกเริ่ม รวมถึงแผลในระบบทางเดินอาหาร โดยมีวิธีการตรวจหลักๆ สองแบบคือ

  • วิธีดั้งเดิม (Guaiac-based - gFOBT): เป็นการตรวจหาปฏิกิริยาทางเคมีของสารฮีมในเม็ดเลือดแดง วิธีนี้มีข้อจำกัดที่คนไข้ต้องงดกินเนื้อแดง ผักสีเขียวเข้ม และวิตามินซีก่อนตรวจประมาณ 3 วัน เพราะอาหารเหล่านี้อาจทำให้เกิดผลบวกปลอม (คิดว่ามีเลือดออกทั้งที่ไม่มีจริง) ได้
  • วิธีทางภูมิคุ้มกันวิทยา (FIT หรือ iFOBT): เป็นวิธีที่ทันสมัยและแม่นยำสูงมาก เพราะใช้แอนติบอดีที่จับกับฮีโมโกลบินของมนุษย์โดยเฉพาะ ข้อดีคือคนไข้ไม่ต้องงดอาหารหรือยาใดๆ ก่อนตรวจ และสามารถตรวจจับเลือดที่ไหลออกมาจากลำไส้ใหญ่ได้ดีมาก

2. การตรวจกล้องจุลทรรศน์หาเซลล์เม็ดเลือดและสิ่งแปลกปลอม (Stool Examination)

การนำอุจจาระไปส่องกล้องจุลทรรศน์ช่วยให้หมอเห็นข้อมูลได้หลากหลายมาก เช่น

  • เม็ดเลือดแดง (Red Blood Cells): ยืนยันการมีอยู่ของเลือดในทางเดินอาหาร
  • เม็ดเลือดขาว (White Blood Cells): หากพบในปริมาณมาก มักบ่งบอกถึงภาวะลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • ไข่พยาธิหรือตัวอ่อนโปรโตซัว: สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผนังลำไส้ระคายเคืองจนมีเลือดซึมออกมา

ขั้นตอนการเก็บตัวอย่างอุจจาระที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้ผลตรวจที่แม่นยำที่สุด

หมอเข้าใจดีว่าการเก็บอุจจาระส่งตรวจอาจจะฟังดูยุ่งยากและน่าอายสำหรับบางคน แต่เพื่อให้ได้ผลการตรวจที่ถูกต้อง ไม่คลาดเคลื่อน หมออยากแนะนำวิธีปฏิบัติตามขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการปนเปื้อน: ระวังอย่าให้อุจจาระสัมผัสกับน้ำในโถชักโครกหรือปัสสาวะ เพราะน้ำและปัสสาวะจะไปเจือจางหรือทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดง แนะนำให้ใช้กระดาษพลาสติกใสหรือภาชนะสะอาดมารองรับอุจจาระไว้ก่อน
  • เลือกเก็บส่วนที่ผิดปกติ: ใช้ไม้สะอาดที่มากับกระป๋องเก็บตัวอย่าง ตักอุจจาระบริเวณที่มีมูก มีเลือดปน หรือส่วนที่ดูเหลวผิดปกติ โดยเก็บปริมาณเพียงเท่าปลายนิ้วก้อยก็เพียงพอแล้ว
  • รีบนำส่งโรงพยาบาล: ควรนำตัวอย่างอุจจาระส่งห้องแล็บภายใน 1-2 ชั่วโมงหลังจากเก็บ หากยังไม่สะดวกส่งทันที ให้เก็บภาชนะใส่ถุงซิปล็อกแล้วแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดา ห้ามใส่ช่องแช่แข็งเด็ดขาด

นอกจากการตรวจอุจจาระแล้ว หมอต้องส่งตรวจเลือดอะไรเพิ่มเติมบ้าง?

การตรวจอุจจาระช่วยให้เราทราบว่ามีเลือดออกจริง แต่หมอยังจำเป็นต้องประเมินภาพรวมสุขภาพของคนไข้ร่วมด้วยผ่านการส่งตรวจเลือดในห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น

การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC): เพื่อประเมินว่าคนไข้เริ่มมีภาวะโลหิตจางจากการสูญเสียเลือดเรื้อรังแล้วหรือยัง รวมถึงตรวจดูระดับเม็ดเลือดขาวเพื่อเช็กการอักเสบในร่างกาย และปริมาณเกล็ดเลือดที่ทำหน้าที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด

การตรวจระดับธาตุเหล็ก (Iron Studies): ในรายที่มีเลือดออกทีละน้อยเป็นเวลานาน ร่างกายจะดึงธาตุเหล็กไปใช้จนหมด การตรวจนี้จะช่วยยืนยันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กได้ชัดเจน

สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่า ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กโดยด่วน?

แม้ว่าการมีเลือดปนในอุจจาระเพียงเล็กน้อยก็ควรมาพบแพทย์แล้ว แต่หากคุณมีอาการร่วมเหล่านี้ด้วย หมอขอแนะนำว่าอย่านิ่งนอนใจและควรรีบมาโรงพยาบาลทันที

  • น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืด บ่อยครั้ง
  • พฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนไป เช่น ท้องผูกสลับท้องเสียอย่างต่อเนื่องหลายสัปดาห์
  • อุจจาระมีลักษณะเรียวยาวและลีบเล็กลงเรื่อยๆ
  • รู้สึกถ่ายไม่สุด หรือปวดเบ่งตลอดเวลา

การมีเลือดในอุจจาระไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม การเข้ารับการตรวจอุจจาระและห้องปฏิบัติการทางการแพทย์อย่างละเอียดตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้คุณพบสาเหตุที่แท้จริง รักษาได้อย่างตรงจุด และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ