ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจเคยได้ยินเสียงลูกน้อยนอนกรน... บางครั้งก็เป็นเสียงเบาๆ น่ารักดี แต่บางทีเสียงกรนก็ดังจนน่าตกใจ หรือมีอาการเหมือนหายใจติดๆ ขัดๆ จนอดกังวลไม่ได้ว่า 'ลูกเราเป็นอะไรหรือเปล่า?'

เรื่องการนอนกรนในเด็กเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะมันอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพที่สำคัญได้ ไม่ใช่แค่เรื่องของเสียงรบกวนเท่านั้น วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกันว่า การนอนกรนในเด็กมีลักษณะแบบไหน และเราจะจำแนกมันได้อย่างไร เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตอาการและดูแลลูกน้อยได้อย่างถูกต้องและสบายใจ

เสียงกรนของลูกคืออะไร? ทำไมถึงเกิดขึ้นได้?

การนอนกรน (Snoring) ในทางการแพทย์ หมายถึง เสียงที่เกิดขึ้นเมื่อมีลมหายใจผ่านช่องทางเดินหายใจส่วนบนที่แคบลงในระหว่างการนอนหลับ โดยเฉพาะที่บริเวณคอหอยและเพดานอ่อน ซึ่งเป็นส่วนที่กล้ามเนื้อมีการคลายตัวและหย่อนลง ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนขณะลมหายใจเข้าออก จนเกิดเป็นเสียงกรนนั่นเอง

ในผู้ใหญ่ การกรนเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยและอาจไม่เป็นอันตรายเสมอไป แต่ในเด็กแล้ว การนอนกรนไม่ได้เป็นเรื่องปกติที่มองข้ามได้ง่ายๆ และเป็นสัญญาณที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะมันอาจเกี่ยวโยงกับพัฒนาการและสุขภาพโดยรวมของลูกได้

การนอนกรนในเด็กแบ่งออกเป็นกี่แบบ? มาทำความเข้าใจกัน

โดยทั่วไป เราสามารถจำแนกการนอนกรนในเด็กออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ซึ่งมีความสำคัญและผลกระทบต่อสุขภาพที่แตกต่างกันอย่างมาก

แบบที่ 1: ลูกกรนเสียงดัง แต่ไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย (Primary Snoring)

  • ลักษณะอาการ: ลูกน้อยนอนกรนเป็นประจำ หรือกรนเสียงดังเป็นครั้งคราว แต่ไม่มีอาการอื่นๆ ที่น่าเป็นห่วงร่วมด้วย เช่น ไม่มีการหยุดหายใจ ไม่หายใจเฮือก ไม่มีอาการเหนื่อยหอบขณะนอนหลับ คุณภาพการนอนหลับโดยรวมยังดีอยู่ ตื่นเช้ามาสดใส และไม่มีปัญหาเรื่องพฤติกรรมหรือพัฒนาการ
  • ผลกระทบ: การนอนกรนแบบนี้มักไม่มีผลกระทบที่รุนแรงต่อสุขภาพในระยะยาว แม้ว่าอาจจะทำให้พ่อแม่กังวลได้บ้าง หรืออาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของสิ่งที่แย่ลงได้ในอนาคต หากมีปัจจัยกระตุ้นบางอย่าง

แบบที่ 2: เมื่อเสียงกรนมาพร้อมกับการหายใจที่ผิดปกติ (Obstructive Sleep Apnea หรือ OSAS)

นี่คือประเภทที่คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ และถือเป็นภาวะที่ต้องรีบปรึกษาแพทย์

  • ลักษณะอาการ: นอกจากเสียงกรนที่ดังแล้ว ลูกอาจมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย
    • หายใจเสียงดัง หอบเหนื่อย หรือหายใจขัดๆ
    • มีช่วงที่หยุดหายใจไปชั่วขณะ (มักจะสังเกตได้จากหน้าอกและท้องที่ขยับขึ้นลง แต่ไม่มีลมหายใจเข้าออกที่จมูกหรือปาก) แล้วหายใจเฮือก หรือสำลักดังๆ
    • นอนกระสับกระส่าย พลิกตัวบ่อย เหงื่อออกมากขณะหลับ
    • นอนผิดท่า เช่น แหงนคอไปด้านหลัง หรือนั่งหลับ
    • ตื่นนอนตอนเช้ารู้สึกไม่สดชื่น ง่วงนอนในเวลากลางวัน
    • มีปัญหาเรื่องพฤติกรรมและพัฒนาการ เช่น สมาธิสั้น เรียนไม่ดี ซุกซนมากผิดปกติ หรือหงุดหงิดง่าย
    • ปัสสาวะรดที่นอนในเด็กโต
  • ผลกระทบ: ภาวะ OSAS เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก หากปล่อยทิ้งไว้ อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมอง หัวใจ ปอด และการเจริญเติบโตของเด็กในระยะยาว

แล้วทำไมลูกถึงมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้?

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในเด็กที่ทำให้เกิดภาวะ OSAS คือ ต่อมทอนซิล (Tonsils) และ ต่อมอดีนอยด์ (Adenoids) ที่โตผิดปกติ ต่อมเหล่านี้อยู่ในลำคอและหลังโพรงจมูก เมื่อโตมากเกินไปจะไปปิดกั้นทางเดินหายใจ โดยเฉพาะเวลานอนที่กล้ามเนื้อคอหอยคลายตัว ทำให้หายใจลำบากและเกิดการหยุดหายใจได้ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆ เช่น ภาวะอ้วน โรคภูมิแพ้ หรือความผิดปกติของโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกรบางอย่าง

สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพาไปพบคุณหมอ

หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นว่าลูกน้อยมีอาการเหล่านี้ร่วมกับการนอนกรน ไม่ว่าจะเป็นกรนเสียงดังแค่ไหนก็ตาม ควรรีบพาลูกไปพบกุมารแพทย์ หรือแพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิกวิทยา ทันที:

  • มีช่วงที่หยุดหายใจขณะหลับ หรือหายใจเฮือก สำลัก
  • หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หรือใช้แรงในการหายใจมาก
  • นอนกระสับกระส่าย เหงื่อออกมาก
  • ตื่นเช้ามาไม่สดชื่น หรือมีอาการง่วงนอนในเวลากลางวัน
  • มีปัญหาเรื่องพฤติกรรม สมาธิ หรือพัฒนาการ
  • ปัสสาวะรดที่นอนในเด็กโตที่เคยควบคุมได้แล้ว
  • การเจริญเติบโตช้ากว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน

ข้อคิดทิ้งท้ายให้คุณพ่อคุณแม่สบายใจ

การนอนกรนในเด็กไม่ใช่เรื่องเล็กที่มองข้ามได้ การสังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิด และทำความเข้าใจว่าการกรนแบบไหนที่น่ากังวล จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ถูกต้องว่าเมื่อไหร่ควรพาลูกไปพบแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม การนอนหลับที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการทางร่างกายและสมองของเด็ก หากลูกได้นอนหลับเต็มที่และหายใจได้สะดวกตลอดคืน ก็จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเติบโตเป็นเด็กที่แข็งแรงและมีความสุขต่อไป

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down