ช่วงนี้ตรวจสุขภาพทีไร หม่อมมักจะได้ยินคนไข้บ่นเรื่องน้ำหนักขึ้นโดยเฉพาะช่วงหน้าท้อง ทั้งที่กินน้อยลง หรือทำไมช่วงนี้เหนื่อยง่าย ตรวจเลือดทีไรก็เจอภาวะไขมันพอกตับแถมมาด้วยเสมอ หลายคนอาจสงสัยว่าตับกับอายุที่เพิ่มขึ้นมันเกี่ยวกันอย่างไร ทำไมพอเข้าสู่วัยทองแล้ว ร่างกายถึงสะสมไขมันเก่งขึ้นผิดหูผิดตา
ในฐานะหมอที่นั่งตรวจคนไข้กลุ่มนี้อยู่ทุกวัน วันนี้เรามาคุยกันแบบสบายๆ ถึงเรื่องของฮอร์โมนต่อมไร้ท่อและความเปลี่ยนแปลงในช่วงวัยทอง ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการสะสมไขมันในตับ เพื่อที่เราจะได้เข้าใจและรับมือกับมันได้อย่างถูกวิธี
ไขมันพอกตับไม่ได้มาจากแค่ของมัน ของทอด แต่มาจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป
เวลาพูดถึงไขมันพอกตับ หลายคนมักนึกถึงคนอ้วน คนที่ชอบกินชานมไข่มุก หรืออาหารทอดๆ มันๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนไข้หลายคนในวัย 40 ปลายๆ ถึง 50 ปี ที่ดูแลตัวเองดี กินอาหารคลีน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ก็ยังตรวจพบภาวะนี้ได้
สาเหตุหลักเบื้องหลังเรื่องนี้คือเรื่องของต่อมไร้ท่อและความสมดุลของฮอร์โมน โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศอย่างเอสโตรเจนในผู้หญิง และเทสโทสเตอโรนในผู้ชาย ที่ค่อยๆ ลดระดับลงเมื่อก้าวเข้าสู่วัยทอง ฮอร์โมนเหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่แค่เรื่องระบบสืบพันธุ์เท่านั้น แต่ยังเป็นตัวควบคุมการเผาผลาญไขมัน การกระจายตัวของไขมันในร่างกาย และความไวของเซลล์ต่ออินซูลิน
เกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย เมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนดรอปลง
เมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยทอง รังไข่จะลดการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนลงอย่างมาก การลดลงนี้ไม่ได้ทำให้แค่อารมณ์แปรปรวนหรือร้อนวูบวาบเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนวิธีที่ร่างกายเก็บสะสมพลังงาน
ปกติแล้วเอสโตรเจนจะช่วยปกป้องตับ ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดี และป้องกันไม่ให้ไขมันไปกองรวมกันที่ช่องท้อง แต่พอไม่มีฮอร์โมนตัวนี้คอยคุม ไขมันเริ่มย้ายถิ่นฐานจากเดิมที่เคยสะสมตามสะโพกหรือต้นขา ก็วิ่งตรงดิ่งไปสะสมที่ช่องท้อง กลายเป็นลงพุง และที่ร้ายกว่านั้นคือมันทะลักเข้าไปสะสมในเนื้อตับ กลายเป็นภาวะไขมันพอกตับโดยที่เราไม่รู้ตัว
อินซูลินดื้อยา ตัวการเงียบที่ทำให้ตับทำงานหนัก
อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างต่อมไร้ท่อกับไขมันพอกตับคือภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance)
ในช่วงวัยทอง ความไวของเซลล์ต่ออินซูลินจะลดลง แปลว่าฮอร์โมนอินซูลินที่ตับอ่อนผลิตออกมาเพื่อจัดการกับน้ำตาลในเลือดทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิม ร่างกายจึงต้องผลิตอินซูลินออกมามากขึ้น ซึ่งเจ้าระดับอินซูลินที่สูงนี่เองที่เป็นตัวการกระตุ้นให้ตับสร้างไขมันและกักเก็บไขมันไว้ในเซลล์ของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดการอักเสบและกลายเป็นพังผืดในตับได้ในระยะยาว
สัญญาณเตือนจากร่างกายที่กำลังบอกว่าตับเริ่มเหนื่อย
ภาวะไขมันพอกตับในวัยทองมักมาแบบเงียบๆ ไม่มีอาการเจ็บปวดชัดเจนในระยะแรก แต่ถ้าสังเกตตัวเองให้ดี เราอาจเริ่มเห็นสัญญาณเหล่านี้
- น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นง่ายมากโดยเฉพาะรอบเอว แม้จะควบคุมอาหารแล้วก็ตาม
- รู้สึกอ่อนเพลียระหว่างวัน สมองตื้อ ไม่สดชื่นเหมือนเคย
- ผลตรวจเลือดประจำปีพบค่าเอนไซม์ตับสูงกว่าปกติ
- ระดับน้ำตาลในเลือดและไขมันในเลือดเริ่มขยับสูงขึ้น
ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างไรให้ตับกลับมาแข็งแรง
ข่าวดีคือ ภาวะไขมันพอกตับจากฮอร์โมนวัยทองนี้ สามารถดีขึ้นและย้อนกลับได้ด้วยการปรับพฤติกรรมอย่างตรงจุด โดยไม่ต้องพึ่งยาแพงๆ เสมอไป
เลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนและลดน้ำตาล
เพราะตับเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินโดยเฉพาะฟรุกโตสให้เป็นไขมันสะสม การลดแป้งขัดขาว น้ำตาลทราย และเครื่องดื่มหวานๆ จะช่วยลดภาระของอินซูลินและลดไขมันที่ตับได้อย่างรวดเร็ว
เพิ่มการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง
การคาร์ดิโออย่างเดียวอาจไม่พอในช่วงวัยทอง การสร้างมวลกล้ามเนื้อด้วยการเวทเทรนนิ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพื้นฐานของร่างกาย และช่วยให้เซลล์กลับมาตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้น
จัดการความเครียดและการนอนหลับ
ฮอร์โมนคอร์ติซอลจากความเครียดและการนอนหลับไม่สนิทในช่วงวัยทอง มีส่วนเร่งให้ไขมันสะสมในช่องท้องและตับมากขึ้น การนอนหลับให้สนิทและการผ่อนคลายจึงเป็นยาวิเศษสำหรับตับ
การเข้าใจกลไกของฮอร์โมนและวัยทอง จะช่วยให้เราเลิกโทษตัวเองว่าทำไมยิ่งแก่ยิ่งอ้วน และหันมาดูแลตับและระบบต่อมไร้ท่อของเราให้ถูกวิธี เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงในระยะยาว