ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เวลาที่คุณพ่อคุณแม่พาลูกมาหาหมอ หรือแม้กระทั่งตัวผู้ใหญ่เองที่สงสัยว่าตัวเองแพ้อาหารอะไรสักอย่าง เช่น นมวัว ไข่ ถั่ว หรืออาหารทะเล คำถามยอดฮิตที่หมอได้ยินบ่อยมากคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหายแพ้แล้ว หรือจริงๆ แค่แพ้ตามความรู้สึกไปเอง การตรวจเลือดหรือสะเก็ดผิวหนังบางทีก็ยังให้คำตอบที่ไม่ชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์

นี่จึงเป็นที่มาของการทดสอบที่เรียกว่า Oral Food Challenge หรือการกินอาหารที่สงสัยภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นมาตรฐานทองคำในการวินิจฉัยโรคภูมิแพ้อาหารที่แม่นยำที่สุด วันนี้หมอเลยอยากชวนมาทำความเข้าใจขั้นตอนทั้งหมดกันแบบเคลียร์ชัด เพื่อจะได้คลายความกังวลสำหรับคนที่กำลังจะต้องเข้ารับการทดสอบนี้

ทำความรู้จักการทดสอบกินอาหารแบบเจาะลึก

พูดง่ายๆ การทำ Food Challenge Test ก็คือการให้ผู้ป่วยกินอาหารที่สงสัยทีละน้อย แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นเป็นระยะๆ ภายใต้การดูแลของแพทย์และพยาบาลในห้องตรวจที่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตครบครัน จุดประสงค์หลักมีสองอย่างคือ เพื่อพิสูจน์ว่าแพ้จริงไหม หรือเพื่อเช็กว่าร่างกายหายจากอาการแพ้นั้นแล้วหรือยัง

เพราะในความเป็นจริง คนไข้หลายคนผลเลือดบอกว่าบวก แต่พอมากินจริงๆ กลับไม่แพ้ หรือบางคนหลีกเลี่ยงอาหารนั้นมานานหลายปีจนอยากรู้ว่าตอนนี้ร่างกายพร้อมรับกลับมาทานได้หรือยัง การทดสอบนี้จึงเป็นคำตอบสุดท้ายที่จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดในการใช้ชีวิตและเรื่องการกินอาหารครับ

ขั้นตอนเตรียมตัวก่อนมาเจอหมอที่ห้องตรวจ

ก่อนจะถึงวันนัดทดสอบจริง มีการบ้านที่ต้องทำพอสมควรเพื่อให้ผลออกมาแม่นยำและปลอดภัยที่สุด โดยแพทย์จะมีข้อปฏิบัติหลักๆ ดังนี้

  • งดยาลดแพ้: ยาแก้แพ้หรือยาต้านฮิสตามีนบางตัวต้องงดก่อนวันทดสอบอย่างน้อย 3 ถึง 7 วัน เพราะยาเหล่านี้อาจไปบดบังอาการแพ้ ทำให้แพทย์สังเกตอาการไม่ออก
  • งดอาหารที่สงสัย: ต้องงดกินอาหารชนิดนั้นหรืออาหารที่มีส่วนผสมเกี่ยวข้องเด็ดขาดตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด
  • ร่างกายต้องแข็งแรง: หากวันนัดมีอาการป่วย เช่น เป็นหวัด มีไข้ ไอ หอบ หรือท้องเสีย ต้องรีบแจ้งเลื่อนนัดทันที เพราะอาจทำให้การประเมินอาการแพ้คลาดเคลื่อนได้
  • พักผ่อนให้เพียงพอ: เตรียมร่างกายให้พร้อม ไม่ควรอดนอน

บรรยากาศและขั้นตอนระหว่างการทดสอบในโรงพยาบาล

วันที่มาทำ Food Challenge Test หมออยากให้คิดเสียว่ามานั่งกินอาหารชิลๆ แต่มีทีมแพทย์คอยดูแลอย่างใกล้ชิด โดยขั้นตอนจะดำเนินไปทีละสเต็ปอย่างเป็นระบบ

เริ่มจากคำคำแรกและปริมาณน้อยๆ

แพทย์จะเริ่มให้ผู้ป่วยกินอาหารที่สงสัยในปริมาณที่น้อยมากๆ เช่น ปลายช้อนชา หรือแตะริมฝีปากก่อน หากผ่านไป 15 ถึง 30 นาทีไม่มีอาการผิดปกติใดๆ จึงจะเริ่มให้กินเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ ตามตารางเวลาที่กำหนด โดยเว้นระยะห่างเพื่อให้ร่างกายได้แสดงปฏิกิริยาตอบสนอง

การสังเกตอาการและการประเมินอย่างใกล้ชิด

ระหว่างที่รอในแต่ละโดส ทีมพยาบาลจะคอยวัดสัญญาณชีพ ทั้งชีพจร ความดันโลหิต และการหายใจ รวมถึงคอยถามอาการเรื่อยๆ ว่ามีอาการแปลกๆ เช่น คันคอ แน่นหน้าอก ปวดท้อง หรือมีผื่นขึ้นตามตัวหรือไม่ ซึ่งถ้าเริ่มมีอาการแม้แต่น้อย ทีมแพทย์จะหยุดการทดสอบทันทีและให้ยาช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว

หากเกิดอาการแพ้ขึ้นมาระหว่างทดสอบ หมอรับมืออย่างไร?

ความกังวลที่สุดของคนไข้คือ กลัวว่าจะเกิดอาการแพ้รุนแรงระหว่างทำ Test ซึ่งต้องบอกตามตรงว่า มีโอกาสเกิดขึ้นได้ครับ เพราะนี่คือเป้าหมายของการทดสอบที่เราต้องการดูว่าร่างกายยังตอบสนองต่ออาหารนั้นอยู่หรือเปล่า

แต่จุดเด่นของการทำในโรงพยาบาลคือ ความปลอดภัยสูงสุด หากมีอาการแพ้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผื่นลมพิษ อาเจียน หรืออาการทางระบบหายใจ ทีมแพทย์และยาช่วยชีวิต เช่น อะดรีนาลีน (Adrenaline) จะถูกเตรียมพร้อมไว้ตลอดเวลา ทำให้สามารถจัดการกับอาการแพ้ได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่จะลุกลามเป็นอันตราย ต่างจากการไปลองกินเองที่บ้านแล้วเกิดแพ้รุนแรงซึ่งอันตรายมาก

ช่วงเวลาเฝ้าระวังหลังจบการทดสอบและกลับบ้าน

เมื่อกินอาหารจนครบโดสเป้าหมายตามกำหนดแล้ว และไม่มีอาการแพ้ใดๆ เกิดขึ้น แพทย์จะให้นั่งพักสังเกตอาการต่อที่โรงพยาบาลอีกประมาณ 2 ถึง 4 ชั่วโมง เพื่อความมั่นใจว่าไม่มีปฏิกิริยาแพ้แบบค่อยเป็นค่อยไป

เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก หมอยังคงแนะนำให้สังเกตอาการต่อเนื่อง และให้เริ่มกินอาหารชนิดนั้นในปริมาณปกติที่บ้านได้ตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อเป็นการฝึกให้ร่างกายคุ้นเคยอีกครั้ง แต่หากวันไหนรู้สึกไม่สบาย มีไข้ หรือเจ็บป่วย ก็ยังไม่แนะนำให้กินอาหารชนิดนั้นในช่วงเวลานั้นครับ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down